บทที่ 1

บทนำ

บทนี้คือ "แผนที่ใหญ่" ของทั้งวิชา — อินเทอร์เน็ตมาจากไหน, Wi-Fi กับ IoT ต่างกันตรงไหน, เซลลูลาร์เดินทางจาก 1G ถึง 6G อย่างไร, คลาวด์กับความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวยังไง จำเป็นต้องอ่านให้ผ่านตา เพราะศัพท์เกือบทุกคำในบทนี้จะกลับมาเจอในบทหลัง

อ่าน ~10 นาที ออกสอบน้อย — อ่านผ่าน ๆ พอ ตารางเยอะ · จำไม่ต้องหมด
ข้อสอบออกแบบไหน

บทนี้เป็นบท "ภาพรวม" ที่แทบไม่มีการคำนวณ จึงออกสอบน้อยกว่าบทอื่นมาก ที่พอออกได้คือ ข้อความจำสั้น ๆ เช่น ปี/ผู้คิดค้นของเทคโนโลยีเด่น (ARPANET 1969, Ethernet 1973, TCP/IP 1974), ความต่างระหว่าง WLAN กับ IoT (ข้อมูลมาก-เร็ว vs ข้อมูลเล็ก-ประหยัดพลังงาน), ลำดับ 1G → 6G และคำนิยาม Edge Computing / LEO satellite / Zero Trust อ่านให้จำ "แก่น" ของแต่ละหัวข้อพอ ไม่ต้องท่องทั้งตาราง

1.1อินเทอร์เน็ต (Internet)

อินเทอร์เน็ต คือคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยสื่อสารผ่านเน็ตเวิร์กบนมาตรฐาน Internet Protocol Suite (TCP/IP) เพื่อตอบสนองผู้ใช้จำนวนมากให้สื่อสารถึงกันได้

อินเทอร์เน็ตเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลหลายประเภท เช่น ข่าวสาร รูปภาพ เพลง และการสนทนาระหว่างบุคคล โดยถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 เพื่อการวิจัยระหว่างภาคเอกชนและการทหารของสหรัฐอเมริกา ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (National Science Foundation) รวมถึงภาคเอกชน จนเกิดโครงสร้างหลักของเน็ตเวิร์ก (commercial backbone) และรวมตัวเป็นเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ในที่สุด

ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

อินเทอร์เน็ตไม่มีการควบคุมจากส่วนกลาง ทั้งเรื่องเทคโนโลยีที่ใช้จัดการ และข้อจำกัดในการเข้าใช้งาน

แต่ต้องตกลงเรื่อง "ชื่อ" ให้ตรงกัน

สิ่งที่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขคือการกำหนดชื่อ (name spaces) ได้แก่ IP Address และ Domain Name System

สองสิ่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กร ICANN (Internet Corporation for Assigned Names and Numbers) และ IETF (Internet Engineering Task Force) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ควบคุมและกำหนดมาตรฐานโพรโตคอล เช่น IPv4 และ IPv6

อ่านชื่อองค์กรให้ออก

ICANN = ดูแล "ชื่อและหมายเลข" (โดเมน + IP) · IETF = ดูแล "มาตรฐานโพรโตคอล" (ออก RFC) ทั้งคู่ไม่ใช่รัฐบาลและไม่หวังผลกำไร

ก่อนจะมาเป็นอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 อันเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ARPANET ตามด้วยการเกิดขึ้นของโพรโตคอล TCP/IP ซึ่งเป็นพื้นฐานการสื่อสารของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน, โพรโตคอลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในหน่วยงานเดียวกัน เช่น OSPF จนถึงการทำงานที่อาศัยการพัฒนาเชิงซอฟต์แวร์อย่าง SDN และแบบอัตโนมัติ ดังแสดงในตารางที่ 1.2

ตารางที่ 1.2 — Important Networking Technologies by Year

YearTechnologyCreator(s)Description
1969ARPANETDARPAFirst packet-switching network, precursor to Internet
1973EthernetRobert Metcalfe, Xerox PARCLAN technology using packet-based communication
1974TCP/IPVint Cerf and Bob KahnFoundation of modern internet protocol suite
1980STPRadia Perlman, DECPrevents loops in Ethernet networks
1981VLANKalpana (later Cisco)Logical network segmentation
1983DNSPaul MockapetrisMaps domain names to IP addresses
1984OSPFIETFLink-state routing for internal networks
1989BGPYakov Rekhter, Kirk LougheedRouting between autonomous systems
1990MPLSIETFHigh-performance data forwarding
1996NATCiscoShare public IPs among many devices
1999OpenFlowStanford UniversityEarly SDN protocol
2004VXLANCisco, Arista, VMwareVirtualized network overlay technology
2010SDNONF, NiciraProgrammable network architecture
2011DevOps in NetworkingPuppet, Chef, AnsibleAutomation in network operations
2012NETCONF/YANGIETFModel-driven network configuration
2014NFVETSIVirtualizing network services
2015Intent-Based NetworkingCisco, ApstraPolicy-driven network automation
2019NaaSCloud ProvidersOn-demand networking as a service
2023AI-Driven NetworkingCisco, Juniper, HuaweiSelf-healing, predictive, autonomous network management

ตารางที่ 1.2 จากหนังสือ — จำแค่ 3 บรรทัดแรก (1969 / 1973 / 1974) กับชื่อที่จะเจอซ้ำในบทหลัง (STP บทที่ 15, VLAN บทที่ 16, DNS บทที่ 5) ก็พอ

จุดที่คนพลาดบ่อย

คนมักสลับ 1969 ARPANET กับ 1974 TCP/IP — จำว่า เครือข่ายมาก่อน โพรโตคอลมาทีหลัง ARPANET เกิดก่อน 5 ปี แล้ว TCP/IP จึงถูกออกแบบมาเป็น "ภาษากลาง" ให้เครือข่ายต่าง ๆ คุยกันได้ และอีกคู่ที่สลับกันบ่อยคือ OSPF (1984, ภายในองค์กร) กับ BGP (1989, ระหว่าง autonomous system)

1.2Wireless LAN and IoT

นอกจากการพัฒนาด้านโพรโตคอล การสื่อสารแบบไร้สายก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่อง ในรูปแบบ WLAN ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 ที่สื่อสารด้วยความเร็วสูงสุดเพียง 2 Mbps จนปัจจุบันสื่อสารได้สูงถึง 30 Gbps ดังแสดงในตารางที่ 1.3 และยังมีแนวโน้มพัฒนาเพื่อการใช้งานที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

นอกจาก WLAN ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการส่งข้อมูลจำนวนมาก ยังมี อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่มุ่งเน้นการส่งข้อมูลขนาดเล็ก จำนวนมาก สำหรับใช้งานทั่วไปและภาคอุตสาหกรรม เช่น

  • Zigbee (ค.ศ. 2003) — ภายใต้โครงข่ายที่ถูกสร้างขึ้นแบบเฉพาะ
  • NB-IoT (ค.ศ. 2016) — สื่อสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์แบบไร้สาย (Cellular)
แก่นที่ต้องแยกให้ออก (สรุปจากเนื้อหาในบท)

WLAN = ข้อมูลเยอะ ต้องการความเร็ว (ดูหนัง โหลดไฟล์) · IoT = ข้อมูลเล็ก แต่อุปกรณ์เยอะ และต้องการพลังงานต่ำ/ระยะไกล (เซ็นเซอร์ สมาร์ทโฮม สมาร์ทฟาร์ม) — ถ้าโจทย์ถามว่า "จะเลือกอะไร" ให้ดูที่ปริมาณข้อมูลกับพลังงานเป็นหลัก

ตารางที่ 1.3 — Evolution of Wi-Fi Standards

Technology StandardYearKey Features and Innovations
IEEE 802.111997First Wi-Fi standard, 2 Mbps speed, unlicensed 2.4 GHz band
IEEE 802.11b / 802.11a199911 Mbps (2.4 GHz) and 54 Mbps (5 GHz) standards, mass adoption began
IEEE 802.11g2003Backward compatible with 802.11b, 54 Mbps on 2.4 GHz
IEEE 802.11n2009MIMO support, 600 Mbps theoretical max, dual-band (2.4/5 GHz)
IEEE 802.11ac (Wi-Fi 5)2013Gigabit-class speed, MU-MIMO, beamforming, only 5 GHz
IEEE 802.11ax (Wi-Fi 6)2019OFDMA, improved throughput in dense environments, both 2.4 and 5 GHz
Wi-Fi 6E2021Extension of Wi-Fi 6 into 6 GHz band, more spectrum, less interference
IEEE 802.11be (Wi-Fi 7)2024 (emerging)Up to 30 Gbps, multilink operation, 320 MHz channels, extreme low latency
Wi-Fi
รูปที่ 1.1 จากหนังสือ — WiFi

ตารางที่ 1.4 — Evolution of IoT Communication Technologies

Technology StandardYearKey Features and Innovations
Zigbee (IEEE 802.15.4)2003Mesh networking, low power, short range, 2.4 GHz, smart home and industrial IoT
Bluetooth Low Energy (BLE)2011Low-energy wireless for short-range devices, wearables, sensors
LoRa (Long Range)2014LPWAN, kilometers of range, sub-GHz bands, very low data rates, ultra-low power
Thread2015IPv6-based mesh networking for smart home, built on 6LoWPAN
NB-IoT (Narrowband IoT)2016Cellular LPWAN standard, long battery life, coverage in hard-to-reach areas
Matter (Project CHIP)2021Interoperable standard for smart home, runs over Thread, Wi-Fi, BLE
DECT NR+ (non-cellular 5G for IoT)20235G-compliant, decentralized, secure, scalable IoT communication

1.3Cellular Network

ระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ (Cellular System) เริ่มจากความต้องการการสื่อสารที่สะดวก เดิมอาศัยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์บ้านจากโครงข่ายแบบอนาล็อกในยุคแรก ต่อมาพัฒนาสู่การส่งข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล และการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต อันเป็นก้าวสำคัญ จนกระทั่งเป็นการสื่อสารในยุคที่ 5 ในปัจจุบัน และยังพัฒนาต่อเนื่องเพื่อไปสู่ยุคที่ 6

ตารางที่ 1.5 — Evolution of Cellular Technologies from 1G to 6G (and beyond)

รุ่นปีเทคโนโลยีที่สำคัญมาตรฐานKey Features and Innovations
1G1980sAMPSBell Labs (AT&T), NTT, Nordic countriesAnalog voice, no encryption, limited capacity
2G1991GSM, CDMA, IS-95ETSI, QualcommDigital voice and SMS, circuit-switched data, improved security
2.5G∼1997GPRSETSIPacket-switched data over GSM, early mobile internet
3G2001UMTS (WCDMA), CDMA20003GPP, ITU (IMT-2000)Higher data rates (384 kbps–2 Mbps), video calling, mobile web
3.5G∼2006HSPA, HSPA+3GPPEnhanced speeds (up to 42 Mbps), reduced latency
4G2009LTE, WiMAX3GPP, IEEEAll-IP network, up to 1 Gbps, VoLTE, seamless internet access
4.5G∼2015LTE-Advanced, LTE Pro3GPPCarrier aggregation, 256-QAM, 3D MIMO
5G2019–20205G NR, mmWave, NSA/SA3GPP (Release 15–17)Ultra-low latency, massive IoT, eMBB, network slicing, edge computing
5.5G∼2023–20245G-Advanced3GPP (Release 18)Enhanced uplink, XR/metaverse, AI-native network control
6GExpected ∼2030Terahertz, AI-native RAN, quantum networkingHexa-X, Samsung, NTT, Huawei, MITTbps rates, holographic calls, digital twins, satellite-cellular convergence
เส้นเรื่องของตารางนี้ (จำเป็นเรื่องเล่าจะง่ายกว่าท่อง)

1G เสียงแอนะล็อกล้วน ไม่มีการเข้ารหัส → 2G เข้าสู่ดิจิทัล มี SMS และยังเป็น circuit-switched → 2.5G (GPRS) จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเริ่ม packet-switched = อินเทอร์เน็ตมือถือยุคแรก → 3G วิดีโอคอล → 4G ทุกอย่างเป็น IP หมด (All-IP) → 5G เน้น latency ต่ำ + IoT จำนวนมหาศาล + network slicing + edge computing → 6G ระดับ Tbps และรวมร่างกับดาวเทียม

1.4พื้นฐานเน็ตเวิร์ก

การกำเนิดของ ARPANET จาก Department of Defense (DoD) ในปี ค.ศ. 1969 เป็นเน็ตเวิร์กแรกที่เกิดขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานด้านทหาร และหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ นำมาซึ่งการพัฒนาจนเป็นเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ และกลายเป็นอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

Circuit-switched network

เดิมการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กอยู่บนพื้นฐานการสื่อสารของระบบโทรศัพท์ ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เรียกว่า เครือข่ายการสลับวงจร

ก่อนสื่อสาร ต้นทางต้องร้องขอการสร้างเส้นทางไปยังปลายทางก่อน และต้องยกเลิกเมื่อใช้งานเสร็จ → เรียกว่า connection-oriented

Packet-switched network

เกิดจากความต้องการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น รองรับความเสียหายระหว่างการสื่อสารได้ โดยแบ่งข้อมูลออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า แพ็กเก็ต (packet)

อาศัยอุปกรณ์ค้นหาเส้นทางคือ เร้าเตอร์ (router) แม้การเชื่อมต่อเสียหาย เร้าเตอร์ก็หาเส้นทางใหม่ได้ → เรียกว่า connectionless

การสื่อสารในปัจจุบันอยู่บนพื้นฐานของเครือข่ายแพ็กเก็ตสวิตช์ รายละเอียดเชิงลึกของทั้งสองแบบ (รวมทั้ง virtual circuit) จะกล่าวในบทที่ 3

จุดที่คนพลาดบ่อย

อย่าจับคู่ผิด — circuit-switched ↔ connection-oriented และ packet-switched ↔ connectionless จำสั้น ๆ ว่า "จองสายก่อนคุย = วงจร" กับ "ยัดใส่ซองแล้วโยนไปเลย = แพ็กเก็ต" และเหตุผลที่โลกเลือกแพ็กเก็ตคือ ความทนต่อความเสียหายของเส้นทาง ไม่ใช่เพราะเร็วกว่าเสมอไป

1.5การสื่อสารภายใต้ระบบคลาวด์

ปัจจุบันการใช้งานระบบคลาวด์ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยอาศัยการทำงานในรูปแบบเวอร์ชวลไลเซชั่น ได้แก่ เวอร์ชวลแมชชีน (VM) และ คอนเทนเนอร์ (Container) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันในรูปแบบ ไมโครเซอร์วิส (Microservices) ทำให้ตอบสนองต่อการขยายตัวและความยืดหยุ่นของการพัฒนาแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายใต้การทำงานดังกล่าวอาศัยเน็ตเวิร์กเพื่อให้แต่ละเซอร์วิสสื่อสารกันได้ เช่น การใช้งานในรูปแบบ บริดจ์ เพื่อการสื่อสารระหว่างคอนเทนเนอร์ ซึ่งเทียบได้กับการสื่อสารของสวิตช์ในเน็ตเวิร์กทั่วไป

ตารางที่ 1.6 — Traditional Networking เทียบกับ Container Networking

Traditional NetworkingContainer NetworkingUsageWhere It's Used
Ethernet (L2 Switching)Linux bridge, Open vSwitchL2 connectivity between containersDocker, Kubernetes CNI
IP RoutingCalico, CiliumCross-host routing of pod networksKubernetes clusters
NATDocker NAT, kube-proxy (iptables)Pod-to-external communicationDocker bridge, Kubernetes services
DNSCoreDNS, kube-dnsInternal service name resolutionKubernetes clusters
Load Balancerkube-proxy, MetalLB, IngressTraffic distribution among PodsKubernetes ingress, NodePort, LoadBalancer
VLAN/VXLANFlannel, WeaveOverlay networking for multi-host containersKubernetes, hybrid cloud
IPsec/VPNCilium, WireGuardSecure pod/cluster trafficHybrid/public cloud clusters
BGPCalico (BGP mode)Advertise pod routes externallyBGP-integrated infrastructures
Firewall/ACLsNetwork Policies, Calico, CiliumPod-level security rulesKubernetes NetworkPolicy API
SDNCNI PluginsDynamic container networking configKubernetes, Docker Swarm
Overlay NetworksFlannel, Weave, CanalLogical networks over physical infraMulti-node clusters
Service MeshIstio, Linkerd, ConsulLayer 7 routing, security, observabilityMicroservices in Kubernetes
วิธีอ่านตารางนี้ให้เร็ว

ตารางนี้กำลังบอกว่า "ทุกอย่างในโลกคอนเทนเนอร์คือของเดิมที่ทำเป็นซอฟต์แวร์" — สวิตช์กลายเป็น Linux bridge, เร้าเตอร์กลายเป็น Calico, ไฟร์วอลล์กลายเป็น NetworkPolicy ฉะนั้นถ้าเข้าใจบทที่ 8 (อุปกรณ์) กับบทที่ 16 (VLAN) แล้ว ตารางนี้จะอ่านออกเองทั้งแถว ไม่ต้องท่อง

1.6ความมั่นคงปลอดภัยของเน็ตเวิร์ก

ความมั่นคงปลอดภัยของเน็ตเวิร์ก (Network Security) เป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ในยุคที่การเชื่อมต่อมีความซับซ้อน ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นมีทั้ง

  • DDoS (Distributed Denial of Service) — โจมตีเพื่อขัดขวางการให้บริการ
  • Man-in-the-Middle — การดักจับข้อมูล
  • การโจมตีในระดับแอปพลิเคชัน เช่น SQL Injection และ Cross-Site Scripting

ตารางกลไกความปลอดภัย

กลไกความปลอดภัยเทคโนโลยี/เครื่องมือคำอธิบาย
EncryptionTLS/SSL, IPsec, WireGuardเข้ารหัสข้อมูลระหว่างการสื่อสารเพื่อป้องกันการดักฟัง
Firewalliptables, pfSense, Palo Altoกรองการรับส่งข้อมูลตามกฎที่กำหนด ในระดับ L3–L7
Intrusion Detection/Prevention (IDS/IPS)Snort, Suricata, Zeekตรวจจับและป้องกันพฤติกรรมผิดปกติในเน็ตเวิร์ก
Zero Trust ArchitectureBeyondCorp, Zscaler, Oktaไม่เชื่อถือการเชื่อมต่อใด ๆ โดยปริยาย ต้องยืนยันตัวตนทุกครั้ง
VPNOpenVPN, WireGuard, IPsecสร้างอุโมงค์การสื่อสารที่ปลอดภัยผ่านเน็ตเวิร์กสาธารณะ
Network SegmentationVLAN, Micro-segmentationแบ่งโซนเน็ตเวิร์กเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของภัยคุกคาม
DDoS MitigationCloudflare, AWS Shield, Arborป้องกันการโจมตีที่ทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้
AI-based Threat DetectionDarktrace, Cisco SecureXใช้ Machine Learning ตรวจจับภัยคุกคามที่ไม่เคยพบมาก่อน
คำที่ชอบถูกหยิบไปออกข้อสอบ

Zero Trust Architecture — หลักการคือ "ไม่เชื่อใคร ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกเน็ตเวิร์ก" (Never Trust, Always Verify) ทุกการเข้าถึงทรัพยากรต้องผ่านการยืนยันตัวตนและตรวจสอบสิทธิ์อย่างเข้มงวด เหมาะอย่างยิ่งกับ Hybrid Cloud และ Remote Work — ถ้าเจอตัวเลือกที่บอกว่า "เชื่อถือได้ถ้าอยู่ในเน็ตเวิร์กภายใน" นั่นคือข้อผิด

1.7Edge Computing และ Satellite Internet

1.7.1 Edge Computing

Edge Computing คือแนวทางการประมวลผลที่ย้ายการทำงานจากศูนย์กลางคลาวด์ ไปยังจุดที่ใกล้กับแหล่งกำเนิดข้อมูลมากขึ้น เช่น บนอุปกรณ์ IoT หรือ Base Station ของ 5G

  • เป้าหมาย: ลดความหน่วง (latency) และลดปริมาณข้อมูลที่ต้องส่งไปยัง Cloud โดยตรง
  • สำคัญมากกับแอปพลิเคชันที่ต้องการการตอบสนอง Real-time เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, การผ่าตัดทางไกลผ่านหุ่นยนต์ และระบบควบคุมอุตสาหกรรม
  • มักทำงานร่วมกับ Fog Computing ซึ่งเป็นชั้นกลางระหว่าง Edge และ Cloud เพื่อให้การประมวลผลยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เรียงชั้นให้ถูก

Edge (ใกล้ข้อมูลที่สุด) → Fog (ชั้นกลาง) → Cloud (ศูนย์กลาง) ยิ่งเข้าใกล้ Edge ยิ่ง latency ต่ำ แต่กำลังประมวลผลน้อยลง

1.7.2 Satellite Internet

การสื่อสารผ่านดาวเทียม พัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะระบบดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เช่น Starlink ของ SpaceX, OneWeb และ Amazon Kuiper ซึ่งให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงได้ทั่วโลก

ตารางที่ 1.8 — Major Low Earth Orbit (LEO) Satellite Internet Systems

ระบบผู้พัฒนาวงโคจรคุณสมบัติสำคัญ
StarlinkSpaceXLEO (∼550 km)ความเร็วสูงถึง 200 Mbps, latency 20–40 ms, ครอบคลุมทั่วโลก
OneWebEutelsatLEO (∼1,200 km)มุ่งเน้นภาคธุรกิจและพื้นที่ห่างไกล
Amazon KuiperAmazonLEO (∼630 km)วางแผนส่งดาวเทียมกว่า 3,200 ดวง, เริ่มให้บริการ ค.ศ. 2025
Iridium NEXTIridiumLEO (∼780 km)ครอบคลุม 100% ของพื้นผิวโลก รวมถึงทะเลและขั้วโลก
จุดที่คนพลาดบ่อย

ตัวเลข latency 20–40 ms ของ Starlink คือสิ่งที่ทำให้ LEO ต่างจากดาวเทียมค้างฟ้าแบบเดิม เพราะวงโคจรต่ำกว่า ระยะทางจึงสั้นกว่า → propagation delay ต่ำกว่า (จะได้เรียนสูตร propagation delay = ระยะทาง ÷ ความเร็วสัญญาณ ในบทที่ 6) ข้อสอบชอบให้เชื่อมโยงว่า "วงโคจรต่ำ → หน่วงต่ำ" ไม่ใช่ "วงโคจรต่ำ → เร็วขึ้น (bandwidth)"

1.8สรุป

บทนี้กล่าวถึงความเป็นมาของเน็ตเวิร์ก เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเน็ตเวิร์กภายใต้การทำงานในการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่การใช้งานร่วมกับการสื่อสารแบบแลนไร้สาย, การสื่อสารของอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง, ระบบการสื่อสารของโทรศัพท์เคลื่อนที่, การสื่อสารภายใต้ระบบคลาวด์, ความมั่นคงปลอดภัยของเน็ตเวิร์ก รวมไปถึงเทคโนโลยี Edge Computing และ Satellite Internet ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่าเน็ตเวิร์กเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของทุกระบบในยุคดิจิทัล

ต้องจำ 3 ปี

1969 ARPANET · 1973 Ethernet · 1974 TCP/IP

ต้องแยก 2 คู่

WLAN vs IoT · circuit-switched (connection-oriented) vs packet-switched (connectionless)

ต้องนิยาม 3 คำ

Edge Computing · LEO Satellite · Zero Trust

เช็คความเข้าใจ

องค์กรใดทำหน้าที่ควบคุมและกำหนดมาตรฐานโพรโตคอลอย่าง IPv4 และ IPv6?
ตามเนื้อหา 1.1 — name spaces ของอินเทอร์เน็ต (IP Address และ DNS) อยู่ภายใต้การควบคุมของ ICANN และ IETF ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ · NSF เป็นผู้สนับสนุนทุนในยุคเริ่มต้น, DARPA เป็นเจ้าของโครงการ ARPANET, ส่วน 3GPP เป็นมาตรฐานฝั่งเซลลูลาร์ (ตารางที่ 1.5)
เทคโนโลยีใดในตารางที่ 1.4 เหมาะที่สุดกับเซ็นเซอร์ในไร่นาที่อยู่ห่างจากตัวเกตเวย์หลายกิโลเมตร ส่งข้อมูลน้อยมาก และต้องใช้แบตเตอรี่นาน?
ตารางที่ 1.4 ระบุว่า LoRa (2014) เป็น LPWAN — kilometers of range, sub-GHz bands, very low data rates, ultra-low power ตรงกับโจทย์ทั้ง 3 ข้อ · Zigbee เป็น short range, Wi-Fi 6 กินพลังงานสูงและเน้นทรูพุต, ส่วน Matter เป็นมาตรฐานให้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมคุยกันได้ (ทำงานทับบน Thread/Wi-Fi/BLE) ไม่ใช่เทคโนโลยีระยะไกล
"การย้ายการประมวลผลจากศูนย์กลางคลาวด์ไปไว้ใกล้แหล่งกำเนิดข้อมูล เช่น บน Base Station ของ 5G" คือคำอธิบายของอะไร?
นี่คือคำนิยามตรงตัวของ Edge Computing ในหัวข้อ 1.7.1 โดยมี Fog Computing เป็นชั้นกลางระหว่าง Edge กับ Cloud · Network slicing เป็นคุณสมบัติของ 5G (ตารางที่ 1.5), Zero Trust คือหลักความปลอดภัย "Never Trust, Always Verify", Service Mesh คือ L7 routing ในคอนเทนเนอร์ (ตารางที่ 1.6)
ในตารางที่ 1.6 อุปกรณ์ใดในเน็ตเวิร์กแบบดั้งเดิม เทียบได้กับ Linux bridge / Open vSwitch ของโลกคอนเทนเนอร์?
แถวแรกของตารางที่ 1.6 จับคู่ Ethernet (L2 Switching) กับ Linux bridge / Open vSwitch เพื่อทำ L2 connectivity between containers — ซึ่งตรงกับข้อความในหัวข้อ 1.5 ที่บอกว่าการใช้งานแบบ บริดจ์ ในคอนเทนเนอร์ "เทียบได้กับการสื่อสารของสวิตช์ในเน็ตเวิร์กทั่วไป"
เก็บก่อนออกจากบทนี้
  • 1969 ARPANET (DARPA) · 1973 Ethernet (Metcalfe, Xerox PARC) · 1974 TCP/IP (Cerf & Kahn) — สามบรรทัดนี้ท่องให้ได้
  • อินเทอร์เน็ตไม่มีศูนย์กลางควบคุม แต่ name spaces (IP + DNS) อยู่ใต้ ICANN / IETF
  • WLAN = ข้อมูลมาก เร็ว (2 Mbps ปี 1997 → 30 Gbps ปี 2024) · IoT = ข้อมูลเล็ก อุปกรณ์เยอะ พลังงานต่ำ
  • เส้นเรื่องเซลลูลาร์: 1G แอนะล็อก → 2G ดิจิทัล+SMS → 2.5G เริ่ม packet → 4G All-IP → 5G latency ต่ำ + massive IoT → 6G Tbps
  • circuit-switched = connection-oriented / packet-switched = connectionless และปัจจุบันใช้แบบหลัง
  • Zero Trust = Never Trust, Always Verify · Edge → Fog → Cloud · LEO = วงโคจรต่ำ → latency ต่ำ (Starlink 20–40 ms)