รูปแบบการสื่อสารของ Core Network
แกนกลางของเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ (WAN) มีวิธีส่งข้อมูลอยู่สองตระกูล — จองเส้นทางไว้ก่อนแล้วค่อยส่ง (Circuit Switching) กับ หั่นเป็นก้อนแล้วปล่อยไปเลย (Packet Switching) บทนี้อธิบายทั้งสองแบบ พร้อมจุดที่ข้อสอบ Q6 กับ Q7 หยิบไปออก
- Q6 — «แสดงการสื่อสาร ข้อมูลขนาด 10 MByte บนสายสัญญาณขนาด 2 Mb/s แบบ Packet Switching และ Circuit Switching จาก A ไปหา B ดังรูป พร้อม ACK» → เป็นข้อ วาดรูปเทียบกัน ไม่ต้องพิสูจน์อะไร วาดถูกได้คะแนนทันที
- Q7 — A —10 km, 1.5 Mbps— B —10 km, 1.5 Mbps— C ให้วาด Stop-and-Wait ส่ง 2 เฟรมจาก A ไป C กุญแจอยู่ที่โนด B ต้องเป็น store-and-forward คือรับให้ครบทั้งเฟรมก่อนแล้วค่อยส่งต่อ ถ้าวาดให้ B ส่งต่อทันที = ผิดทั้งข้อ
ตัวเลขที่เฉลยฉบับใหม่ใช้: ความเร็วสัญญาณ2×106 m/s→dp = 10,000 / (2×106) = 0.005 s = 5 ms ต่อ hopและลำดับคือ A ส่ง I(n) → B รับครบทั้งเฟรมก่อน (store) แล้วค่อยส่งต่อ (forward) I(n) → C → C ตอบ Ack(n) → B → A แล้วจึงเริ่ม I(n+1)
ภาพรวม — ทำไม Core Network ถึงต้องเลือกวิธีสื่อสาร
การสื่อสารของเน็ตเวิร์ก Core Network เพื่อรองรับเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่หรือ WAN ถือเป็นความท้าทายสำคัญ โดยทั่วไปการสื่อสารของ WAN จะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการเป็นหลัก และสามารถแบ่งรูปแบบการทำงานออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก
เซอร์กิท สวิตซิ่ง (Circuit Switching)
จอง "เส้นทางจริง" ไว้ให้ผู้ใช้คู่หนึ่งโดยเฉพาะ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ก่อนจะส่งข้อมูลได้ — เหมือนคู่สายโทรศัพท์
แพ็กเก็ต สวิตซิ่ง (Packet Switching)
หั่นข้อมูลเป็นก้อนย่อยแล้วปล่อยเข้าเน็ตเวิร์กเลย ไม่จองอะไรไว้ ทุกคนใช้ทรัพยากรร่วมกัน — เหมือนอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้
«ทรัพยากร (ช่องสัญญาณ) ถูกจองไว้ให้ใครคนเดียว หรือ ถูกใช้ร่วมกัน?» — คำตอบของคำถามนี้อธิบายทุกความแตกต่างในบทนี้ ตั้งแต่เรื่องเฮดเดอร์ ลำดับแพ็กเก็ต ไปจนถึงว่าแบบไหนเร็วกว่ากันเมื่อไร
3.1เซอร์กิท สวิตซิ่ง (Circuit Switching)
การทำงานของเซอร์กิท สวิตซิ่ง เป็นการเชื่อมต่อเฉพาะผู้ใช้ เช่น การเชื่อมต่อระหว่างคู่สายโทรศัพท์ เมื่อเกิดการเชื่อมต่อแล้ว จะถูกใช้งานจนกว่าการสนทนาจะสิ้นสุด การทำงานแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน
-
การสร้างการเชื่อมต่อ (Setup) — ก่อนส่งข้อมูลใด ๆ การเชื่อมต่อระหว่างต้นทางและปลายทางจะต้องถูกสร้างขึ้นก่อน โดยโนดสวิตชิ่งจะจัดสรรทรัพยากรให้ เช่น ในการทำงานแบบ FDM จะกำหนดช่องความถี่ที่จะใช้ให้กับโนดต้นทาง
-
การส่งข้อมูล (Data transfer) — เมื่อได้รับการตอบรับการสร้างการเชื่อมต่อจากปลายทางแล้ว ต้นทางสามารถเริ่มส่งข้อมูลได้ทันที
-
การยกเลิกการเชื่อมต่อ (Teardown) — เมื่อสิ้นสุดการสื่อสาร เช่น ปลายทางวางสาย โนดที่อยู่ระหว่างทางจะยกเลิกทรัพยากรที่จัดสรรไว้ เพื่อให้ผู้ใช้รายอื่นสามารถใช้งานได้
ทรัพยากรที่ถูก "จอง" หน้าตาเป็นยังไง — FDM และ TDM
หนังสือระบุตรง ๆ ว่าในขั้นตอนสร้างการเชื่อมต่อ ระบบที่ทำงานแบบ FDM จะกำหนดช่องความถี่ที่จะใช้ให้กับโนดต้นทาง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า "ทรัพยากรถูกจอง" — ช่องความถี่นั้นเป็นของการสื่อสารคู่นี้จนกว่าจะวางสาย
บทที่ 3 กล่าวถึง FDM เป็นตัวอย่างเดียว ส่วนรายละเอียดของ FDM/TDM อยู่ในบทที่ 10 — หนังสือเปรียบ FDM ว่าเหมือน "แบ่งห้องเรียนออกเป็นห้องเล็ก ๆ หลายห้อง ทุกคนเข้าไปใช้ห้องของตนเอง" ส่วน TDM เหมือน "ทุกคนใช้ห้องเต็มห้องได้ ตามเวลาที่กำหนด" ทั้งสองแบบใช้เป็นกลไกจองทรัพยากรของเซอร์กิท สวิตซิ่งได้เหมือนกัน
ตัวอย่างการสื่อสารแบบเซอร์กิท สวิตซิ่ง
| เทคโนโลยี | หนังสือบอกว่าอะไร |
|---|---|
| PPP Point-to-Point Protocol |
เป็นตัวอย่างของเซอร์กิท สวิตซิ่ง ถูกใช้งานในรูปแบบ โมเด็ม (Modem), Digital Subscriber Line (DSL) และการสื่อสารผ่านไฟเบอร์ออปติก |
| ISDN Integrated Services Digital Network |
เป็นระบบโทรศัพท์แบบดิจิทัล |
อย่าตอบว่า "DSL คือ packet switching เพราะใช้กับอินเทอร์เน็ต" — ในบริบทของหนังสือเล่มนี้ DSL ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ใช้ PPP ซึ่งเป็นตัวอย่างของเซอร์กิท สวิตซิ่ง เหตุผลคือมันเป็นเส้นทาง point-to-point เฉพาะระหว่างบ้านคุณกับชุมสายผู้ให้บริการ (ไม่ได้แชร์กับเพื่อนบ้านในช่วงนั้น) ส่วนสิ่งที่วิ่งอยู่ ข้างใน จะเป็น IP packet นั่นเป็นคนละเลเยอร์กัน
3.2แพ็กเก็ต สวิตซิ่ง (Packet Switching)
การทำงานของแพ็กเก็ต สวิตซิ่ง ไม่มีการจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้ใช้เฉพาะ ทำให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันสูงขึ้น ต่างจากเซอร์กิท สวิตซิ่ง ที่ต้องครองทรัพยากรตลอดเวลาแม้ไม่มีการรับส่งข้อมูล
วิธีการคือ แบ่งข้อมูลที่จะส่งออกเป็นส่วนย่อย เรียกว่า แพ็กเก็ต (Packet) แล้วส่งแต่ละแพ็กเก็ตออกไป โดยแบ่งการทำงานได้เป็น 2 แบบ
สังเกตในภาพเคลื่อนไหวข้างบน — โนดกลาง ต้องรับบิตสุดท้ายของแพ็กเก็ตเข้ามาครบก่อน ถึงจะเริ่มส่งบิตแรกออกไปได้ กลไกนี้ชื่อ store-and-forward เวลาวาด Q7 ให้ลากเส้น "รับครบ" ที่โนด B ก่อนเสมอ แล้วค่อยเริ่มลูกศรเส้นถัดไป — โจทย์ Q7 มีสองลิงก์ (A→B และ B→C) แปลว่าเสีย transmission delay สองครั้ง ต่อหนึ่งเฟรม
3.2.1การสื่อสารแบบดาต้าแกรม (Datagram)
ในรูปแบบนี้ แต่ละแพ็กเก็ต แม้จะมีปลายทางเดียวกัน อาจถูกส่งผ่านเส้นทางที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับสภาพเน็ตเวิร์กขณะนั้น เช่น เส้นทางที่สั้นที่สุด หรือเวลาหน่วงต่ำสุด
ด้วยเหตุนี้ ภาครับอาจได้รับแพ็กเก็ตไม่เป็นลำดับ ทำให้ภาครับต้องจัดเรียงแพ็กเก็ตตามหมายเลขที่กำกับไว้ ก่อนส่งขึ้นไปยังแอปพลิเคชัน รูปแบบนี้ถือเป็นพื้นฐานของการสื่อสารอินเทอร์เน็ตและ LAN ในปัจจุบัน
ตำราพูดถึงกรณีนี้แค่ประโยคเดียว แต่ข้อสอบชอบให้ยกตัวอย่าง ลองเดินตามนี้ — ส่ง 4 แพ็กเก็ตจาก A ไป B ผ่านสองเส้นทาง เส้นบนโล่ง เส้นล่างติดคิว:
| แพ็กเก็ต | เส้นทางที่เลือกได้ตอนนั้น | ลำดับที่มาถึง B |
|---|---|---|
P1 | เส้นล่าง (ตอนนั้นยังว่าง) | ที่ 1 |
P2 | เส้นล่าง (เริ่มมีคิว) | ที่ 3 |
P3 | เส้นบน (เร้าเตอร์เห็นว่าเส้นล่างเริ่มแน่น) | ที่ 2 |
P4 | เส้นบน | ที่ 4 |
B ได้รับเป็น P1 P3 P2 P4 → ต้องกันบัฟเฟอร์ไว้พัก P3 จนกว่า P2 จะมา แล้วค่อยส่งขึ้นแอปพลิเคชันเรียงตามหมายเลข · ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ (1) ปลายทางต้องมีบัฟเฟอร์และตัวจัดเรียง (2) เวลาหน่วงไม่สม่ำเสมอ ซึ่งคือ jitter ในบทที่ 6 · ทั้งสองข้อนี้คือราคาที่ Datagram จ่ายแลกกับการไม่ต้องสร้างเส้นทางล่วงหน้า และเป็นเหตุผลที่ตารางที่ 3.1 เขียนช่อง "ลำดับการรับแพ็กเก็ต" ของ Datagram ว่า "อาจไม่เรียง"
3.2.2การสื่อสารแบบเวอร์ชวล เซอร์กิท (Virtual Circuit)
การสื่อสารแบบเวอร์ชวล เซอร์กิท มีแนวคิดคล้ายกับเซอร์กิท สวิตซิ่ง โดยมีการสร้างเส้นทางล่วงหน้าก่อนส่งข้อมูล ทำให้แพ็กเก็ตทุกอันถูกส่งไปในเส้นทางเดียวกันตลอดการสื่อสาร จนกว่าจะสิ้นสุดการเชื่อมต่อ
เนื่องจากมีการสร้างเส้นทางไว้ล่วงหน้า เวอร์ชวล เซอร์กิท ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลแอดเดรสปลายทางแบบครบถ้วนในทุกแพ็กเก็ตเหมือนแบบดาต้าแกรม แต่ใช้หมายเลข (ID) ระบุเส้นทางจากโนดหนึ่งไปยังอีกโนดหนึ่งแทน ทำให้เฮดเดอร์มีขนาดเล็กลงและประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น
In / Out เหนือเร้าเตอร์แต่ละตัว คือ "หมายเลข (ID) ระบุเส้นทาง" ที่ตำราพูดถึง)ไล่ตามเส้นทึบจากซ้ายไปขวา แต่ละเร้าเตอร์ทำแค่ เปิดตาราง → เห็นเลขขาเข้า → เปลี่ยนเป็นเลขขาออก → ส่งต่อ เท่านั้น:
| โนดที่ | เลขที่ติดมากับแพ็กเก็ต (In) | เปลี่ยนเป็น (Out) |
|---|---|---|
| ที่ 1 | 3 | 5 |
| ที่ 2 | 1 | 2 |
| ที่ 3 | 4 | 6 |
| ที่ 4 | 7 | 2 |
แพ็กเก็ตจึงแบกไปแค่ เลขตัวเดียว ไม่ใช่แอดเดรสปลายทางแบบเต็ม — ตรงกับที่ตำราเขียนว่า "ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลแอดเดรสปลายทางแบบครบถ้วนในทุกแพ็กเก็ต … ทำให้เฮดเดอร์มีขนาดเล็กลงและประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น" · ป้ายในรูปที่เขียนว่า Connection Tables Setup on Long Term (permanent) Basis และเส้น PVC (Permanent Virtual Circuit) หมายถึงตารางชุดนี้ถูกตั้งค่าไว้ก่อนและอยู่ยาว ไม่ได้ตัดสินใจใหม่ทีละแพ็กเก็ตเหมือน Datagram
ตัวอย่างสำคัญ — ATM (Asynchronous Transfer Mode)
ออกแบบมาเพื่อรองรับคุณภาพการให้บริการ (Quality of Service: QoS) แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบอีเทอร์เน็ตได้ จึงไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน
3.3เปรียบเทียบเซอร์กิท สวิตซิ่ง และแพ็กเก็ต สวิตซิ่ง
จากรูปแบบการสื่อสารที่กล่าวไปแล้ว หนังสือสรุปเปรียบเทียบไว้ 3 ข้อ
เซอร์กิท สวิตซิ่ง
ก่อนส่งข้อมูล โนดต้นทางต้องสร้างการเชื่อมต่อและรอการตอบรับจากปลายทางก่อน จากนั้นจึงส่งข้อมูลทั้งหมดเป็นชุดเดียวตามเส้นทางที่สร้างไว้ โนดระหว่างทางจะประมวลผลเพื่อสร้างการเชื่อมต่อและจองทรัพยากรไว้ตลอดเวลา
เวอร์ชวล เซอร์กิท
ทำงานคล้ายเซอร์กิท สวิตซิ่ง โดยต้องสร้างเส้นทางก่อน แต่ส่งข้อมูลในรูปของแพ็กเก็ต ทำให้แต่ละแพ็กเก็ตมีเวลาหน่วงเพิ่มขึ้นจากการรอช่องสัญญาณว่าง ส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมต่ำกว่าเซอร์กิท สวิตซิ่ง
Datagram
ไม่จำเป็นต้องสร้างการเชื่อมต่อล่วงหน้า ทำให้ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าเมื่อมีข้อมูลปริมาณน้อย และบางกรณีอาจเร็วกว่าเซอร์กิท สวิตซิ่งด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแต่ละแพ็กเก็ตถูกส่งแบบอิสระ เมื่อมีข้อมูลปริมาณมาก เวอร์ชวล เซอร์กิท แพ็กเก็ต สวิตซิ่งอาจมีประสิทธิภาพดีกว่า
| คุณสมบัติ | เซอร์กิท สวิตซิ่ง | เวอร์ชวล เซอร์กิท | Datagram |
|---|---|---|---|
| การสร้างเส้นทาง | ต้องสร้างก่อน | ต้องสร้างก่อน | ไม่จำเป็น |
| การจัดสรรทรัพยากร | จองตลอดเวลา | จองตลอดเวลา | ใช้ร่วมกัน |
| ลำดับการรับแพ็กเก็ต | เรียงลำดับ | เรียงลำดับ | อาจไม่เรียง |
| ขนาดเฮดเดอร์ | ไม่มีแพ็กเก็ต | เล็ก (ใช้ ID) | ใหญ่ (ใช้ IP) |
| ความเหมาะสม | เสียง/วิดีโอ Real-time | QoS สูง | อินเทอร์เน็ตทั่วไป |
ตารางที่ 3.1 — เปรียบเทียบรูปแบบการสื่อสารของ Core Network
ดูที่ ความชันของแท่งข้อมูล — ฝั่งซ้าย (Circuit) แท่ง "ข้อมูล" ลากทะลุจาก A ถึง D ต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว เพราะวงจรถูกจองไว้แล้ว บิตไหลผ่านโนดกลางโดยไม่ต้องหยุด ส่วนสองรูปขวา (Virtual Circuit และ Packet) แต่ละ Pkt ถูกวาดใหม่ทีละช่วง B→C, C→D เพราะโนดกลางต้องรับให้ครบก่อนแล้วค่อยส่งต่อ — นั่นคือ store-and-forward
แล้วสรุปแบบไหนเร็วกว่า? — ลองเลื่อนดูเอง
หนังสือบทที่ 3 บอกไว้เพียงว่า Datagram "เร็วกว่าเมื่อข้อมูลปริมาณน้อย" และ "เมื่อข้อมูลปริมาณมาก เวอร์ชวล เซอร์กิทอาจดีกว่า" ส่วนตัวเลขข้างล่างนี้มาจากการนำสูตร transmission delay (บทที่ 6) มากางให้เห็นว่า "ปริมาณน้อย/มาก" คือตรงไหน
แพ็กเก็ต สวิตซิ่ง : T = (N + h − 1) · L / NR + h·tprop
| ตัวแปร | ความหมาย |
|---|---|
L | ขนาดข้อมูลทั้งหมด (บิต) |
R | อัตราเร็วของลิงก์ (bps) |
N | จำนวนแพ็กเก็ตที่หั่นออกมา (เซอร์กิทไม่หั่น จึงเป็นก้อนเดียว) |
h | จำนวนลิงก์ (hop) จากต้นทางถึงปลายทาง |
tsetup | เวลาสร้าง+ตอบรับวงจร ซึ่งแพ็กเก็ตสวิตซิ่งแบบ datagram ไม่ต้องเสีย |
ที่มาของ (N + h − 1) — แพ็กเก็ตแรกต้องเดินครบ h ลิงก์ (เสีย transmission delay h ครั้ง เพราะ store-and-forward) จากนั้นแพ็กเก็ตที่เหลืออีก N − 1 ก้อนจะไหลตามมาแบบ pipeline ก้อนละ 1 ช่วงเวลา รวมเป็น h + (N − 1) = N + h − 1
ลองแทนตัวเลขข้อสอบ Q6 ด้วยมือ
ข้อมูล 10 MByte = 10 × 106 × 8 = 80 × 106 บิต · ลิงก์ 2 Mb/s · จาก A ไป B ผ่านโนดกลาง 2 ตัว → h = 3 ลิงก์
| วิธีส่ง | คิดยังไง | เวลารวม (ไม่นับ prop / setup) |
|---|---|---|
| เซอร์กิท สวิตซิ่ง | ยิงทั้ง 80 Mbit ทะลุวงจรที่จองไว้ | 40 วินาที (+ เวลา setup) |
| แพ็กเก็ต — ไม่หั่น (N = 1) | (1 + 3 − 1) × 40 | 120 วินาที |
| แพ็กเก็ต — หั่น 10 ก้อน | (10 + 3 − 1) × 4 | 48 วินาที |
| แพ็กเก็ต — หั่น 100 ก้อน | (100 + 3 − 1) × 0.4 | 40.8 วินาที |
อ่านตารางนี้ให้ออก: ยิ่งหั่นละเอียด แพ็กเก็ตสวิตซิ่งยิ่งเข้าใกล้ 40 วินาที แต่ไม่มีวันเร็วกว่า เพราะยังไงก็ต้องเสียเวลาเติม pipeline ให้เต็มก่อน — สิ่งเดียวที่ทำให้แพ็กเก็ตสวิตซิ่งชนะได้ คือเซอร์กิทต้องเสีย tsetup ก่อนเริ่มส่ง ซึ่งจะคุ้มก็ต่อเมื่อข้อมูลมีปริมาณน้อย ๆ เท่านั้น (ตรงกับที่หนังสือเขียนเป๊ะ)
- คูณ transmission delay ครั้งเดียวทั้งที่มีหลาย hop — packet switching เสีย
L/Rทุกลิงก์ เพราะทุกโนดต้องรับให้ครบก่อน ส่วน circuit switching เสียครั้งเดียวเพราะวงจรถูกจองทะลุถึงปลายทางแล้ว - สับสน "ครองทรัพยากร" กับ "เร็วกว่า" — circuit switching ครองทรัพยากรตลอดเวลา แม้ไม่มีการรับส่งข้อมูล นั่นทำให้มัน "สิ้นเปลือง" ไม่ใช่ "ช้า" ในทางกลับกันตอนที่มีข้อมูลจริง ๆ มันเร็วและนิ่งที่สุด
- ลืมว่า Virtual Circuit ก็ยังเป็น packet switching — มันหั่นเป็นแพ็กเก็ตเหมือนกัน จึงยังมี store-and-forward และ "เวลาหน่วงเพิ่มขึ้นจากการรอช่องสัญญาณว่าง" ตามที่หนังสือระบุ
3.4คำถามท้ายบท พร้อมเฉลย
ก่อนลงมือทำคำถามท้ายบท ตำราปิดท้ายบทที่ 3 (หน้า 21) ด้วยภาพวาดเปรียบเทียบแบบเล่าเรื่อง ซึ่งใช้ตอบข้อ 1 กับข้อ 3 ได้ตรง ๆ:
| ในรูป | แบบที่ 1 — เซอร์กิท สวิตซิ่ง | แบบที่ 2 — แพ็กเก็ต สวิตซิ่ง |
|---|---|---|
| ทำอะไรก่อนออกเดินทาง | ต้องตกลง/เคลียร์เส้นทางข้ามป่าก่อน = สร้างการเชื่อมต่อและรอตอบรับ | หย่อนใส่ตู้แล้วจบ = ไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อ |
| ระหว่างทาง | เส้นทางเป็นของเราคนเดียวจนกว่าจะส่งเสร็จ = จองทรัพยากรตลอดเวลา | ใช้ระบบไปรษณีย์ร่วมกับคนอื่นทั้งเมือง = ใช้ทรัพยากรร่วมกัน |
| ของถึงปลายทางยังไง | ห่อเดียวถึงพร้อมกันทั้งหมด เรียงลำดับแน่นอน | ทยอยถึงทีละชิ้น อาจไม่เรียงลำดับ ต้องมีเลขกำกับ |
| ต้องเขียนอะไรบนของ | ไม่ต้องจ่าหน้าซอง (เดินไปส่งถึงมือ) = ไม่มีเฮดเดอร์ | ต้องจ่าหน้าซองทุกฉบับ = เฮดเดอร์ใหญ่ (IP) |
อุปมานี้เป็นของตำราเอง (ไม่ใช่ของเสริม) เขียนแนบไปกับคำตอบข้อ 1/ข้อ 3 ได้เลย — แต่อย่าลืมเติมข้อเสียกลับด้วยว่า แบบที่ 1 เสียเวลาเตรียมเส้นทางก่อนเสมอ และครองเส้นทางไว้แม้ตอนที่ไม่ได้ส่งอะไร
ข้อ 1. อะไรคือข้อดีของการสื่อสารแบบเซอร์กิท สวิตซิ่ง เทียบกับการสื่อสารแบบแพ็กเก็ต สวิตซิ่ง
ดูเฉลยข้อ 1
- ได้ทรัพยากรแน่นอนตลอดการสื่อสาร — โนดสวิตชิ่งจัดสรรช่องสัญญาณ (เช่น ช่องความถี่แบบ FDM) ให้ตั้งแต่ขั้นตอนสร้างการเชื่อมต่อ และจองไว้ตลอดเวลา จึงไม่ต้องแย่งกับทราฟฟิกคนอื่นระหว่างทาง แบนด์วิดท์ที่ได้จึงคงที่
- ส่งข้อมูลทั้งหมดเป็นชุดเดียว ไม่ต้อง store-and-forward — เมื่อได้รับการตอบรับแล้ว ข้อมูลไหลต่อเนื่องตามเส้นทางที่สร้างไว้ ไม่ต้องหยุดรอที่โนดระหว่างทาง ทำให้เวลาหน่วงต่ำและสม่ำเสมอ
- ข้อมูลเรียงลำดับเสมอ (ตารางที่ 3.1) — ปลายทางไม่ต้องเสียเวลาจัดเรียงใหม่เหมือน Datagram
- ไม่มีเฮดเดอร์ (ตารางที่ 3.1 ระบุว่า "ไม่มีแพ็กเก็ต") — จึงไม่มี overhead ของแอดเดรสปลายทางในทุกก้อนข้อมูล
- เหมาะกับเสียง/วิดีโอ Real-time ตามช่องความเหมาะสมในตารางที่ 3.1
ข้อแลกเปลี่ยนที่ควรเขียนต่อท้ายเพื่อให้คำตอบสมบูรณ์ — ต้องเสียเวลาสร้างการเชื่อมต่อและรอตอบรับก่อนเสมอ และครองทรัพยากรตลอดเวลาแม้ไม่มีการรับส่งข้อมูล ทำให้การใช้ทรัพยากรร่วมกันต่ำกว่าแพ็กเก็ต สวิตซิ่ง
ข้อ 2. จงอธิบายความแตกต่างระหว่างการสื่อสารแบบ Datagram และเวอร์ชวล เซอร์กิท แพ็กเก็ต สวิตซิ่ง
ดูเฉลยข้อ 2
ทั้งสองแบบเป็นแพ็กเก็ต สวิตซิ่งเหมือนกัน (หั่นข้อมูลเป็นแพ็กเก็ตเหมือนกัน) แต่ต่างกันที่ "มีการสร้างเส้นทางล่วงหน้าหรือไม่" ซึ่งลากไปสู่ความต่างอีก 3 อย่าง
| หัวข้อ | Datagram | เวอร์ชวล เซอร์กิท |
|---|---|---|
| การสร้างเส้นทาง | ไม่จำเป็น — ส่งได้ทันที | ต้องสร้างก่อน เหมือนเซอร์กิท สวิตซิ่ง |
| เส้นทางของแต่ละแพ็กเก็ต | อาจต่างกัน ขึ้นกับสภาพเน็ตเวิร์กขณะนั้น เช่น เส้นทางสั้นที่สุด หรือเวลาหน่วงต่ำสุด | เส้นทางเดียวกันทั้งหมด ตลอดการสื่อสาร จนกว่าจะสิ้นสุดการเชื่อมต่อ |
| ลำดับที่ปลายทางได้รับ | อาจไม่เรียง → ภาครับต้องจัดเรียงตามหมายเลขที่กำกับไว้ ก่อนส่งขึ้นแอปพลิเคชัน | เรียงลำดับ เพราะไปทางเดียวกันหมด |
| เฮดเดอร์ | ใหญ่ — ต้องใส่แอดเดรสปลายทางแบบครบถ้วน (IP) ในทุกแพ็กเก็ต | เล็ก — ใช้หมายเลข (ID) ระบุเส้นทางจากโนดหนึ่งไปอีกโนดหนึ่งแทน → ประมวลผลเร็วขึ้น |
| การจัดสรรทรัพยากร | ใช้ร่วมกัน | จองตลอดเวลา |
| ตัวอย่าง / ความเหมาะสม | พื้นฐานของอินเทอร์เน็ตและ LAN ในปัจจุบัน | ATM ออกแบบเพื่อรองรับ QoS แต่ค่าใช้จ่ายสูงและทำงานร่วมกับอีเทอร์เน็ตไม่ได้ จึงไม่นิยมในปัจจุบัน |
ปิดท้ายด้วยเรื่องประสิทธิภาพ — Datagram ไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อ จึงส่งข้อมูลปริมาณน้อยได้เร็วกว่า แต่เพราะแต่ละแพ็กเก็ตถูกส่งแบบอิสระ เมื่อข้อมูลปริมาณมาก เวอร์ชวล เซอร์กิทอาจมีประสิทธิภาพดีกว่า
ข้อ 3. ยกตัวอย่างแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับการสื่อสารแบบเซอร์กิท สวิตซิ่ง และแบบ Datagram พร้อมอธิบายเหตุผล
ดูเฉลยข้อ 3
เซอร์กิท สวิตซิ่ง → งาน Real-time ที่ส่งต่อเนื่องยาว ๆ
- โทรศัพท์ / ISDN — หนังสือยก ISDN เป็นตัวอย่างโดยตรงว่าเป็นระบบโทรศัพท์แบบดิจิทัล การสนทนาต้องการเสียงต่อเนื่อง ขาดช่วงไม่ได้
- วิดีโอ Real-time — ตารางที่ 3.1 ระบุความเหมาะสมของเซอร์กิท สวิตซิ่งว่า "เสียง/วิดีโอ Real-time"
- DSL / โมเด็ม / ไฟเบอร์ที่ใช้ PPP — เป็นเส้นทาง point-to-point เฉพาะระหว่างผู้ใช้กับผู้ให้บริการ
เหตุผล — งานเหล่านี้ส่งข้อมูลต่อเนื่องเป็นเวลานาน การเสียเวลา setup ครั้งเดียวตอนต้นจึงคุ้ม และเมื่อวงจรถูกจองแล้ว จะได้แบนด์วิดท์คงที่ ข้อมูลเรียงลำดับ เวลาหน่วงนิ่ง ไม่มีการรอคิวที่โนดกลาง
Datagram → ทราฟฟิกเป็นช่วง ๆ ปริมาณไม่แน่นอน
- เว็บ (HTTP), อีเมล, การโอนไฟล์ — เป็นการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งหนังสือระบุว่าเป็นพื้นฐานของ Datagram
- ทราฟฟิกภายใน LAN ทั่วไป — หนังสือระบุว่า Datagram เป็นพื้นฐานของ LAN ในปัจจุบัน
เหตุผล — ทราฟฟิกแบบนี้เกิดเป็นช่วง ๆ (คลิกทีนึงส่งทีนึง) ถ้าจองช่องสัญญาณไว้จะว่างเปล่าเสียเปล่าเกือบตลอดเวลา การใช้ทรัพยากรร่วมกันจึงคุ้มกว่ามาก อีกทั้งไม่ต้องสร้างการเชื่อมต่อก่อน จึงส่งข้อมูลปริมาณน้อยได้เร็วกว่า และเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดในขณะนั้นได้ทีละแพ็กเก็ต
เช็คความเข้าใจ
- 3 ขั้นตอนของเซอร์กิท สวิตซิ่ง — สร้างการเชื่อมต่อ (จัดสรรทรัพยากร เช่น ช่องความถี่ FDM) → ส่งข้อมูล (หลังได้รับการตอบรับ) → ยกเลิกการเชื่อมต่อ (คืนทรัพยากร)
- PPP (โมเด็ม / DSL / ไฟเบอร์) และ ISDN (โทรศัพท์ดิจิทัล) = ตัวอย่างเซอร์กิท สวิตซิ่ง
- Datagram = ไม่สร้างเส้นทาง, คนละเส้นทางได้, อาจไม่เรียงลำดับ, เฮดเดอร์ใหญ่ (IP) → พื้นฐานอินเทอร์เน็ต+LAN
- Virtual Circuit = สร้างเส้นทางก่อน, เส้นทางเดียวกันหมด, เรียงลำดับ, เฮดเดอร์เล็ก (ID) → ตัวอย่างคือ ATM (เกิดมาเพื่อ QoS แต่แพงและเข้ากับอีเทอร์เน็ตไม่ได้)
- ท่องตารางที่ 3.1 ให้ได้ทั้ง 5 แถว — การสร้างเส้นทาง / การจัดสรรทรัพยากร / ลำดับการรับ / ขนาดเฮดเดอร์ / ความเหมาะสม
- วาด Q6 ให้ถูก — Circuit: setup ไป-กลับก่อน แล้วข้อมูลเป็นแผ่นเดียวทะลุทุกโนด · Packet: ทุกโนดวาด transmission ใหม่ทุก hop
- วาด Q7 ให้ถูก — โนดกลาง B ต้องรับครบทั้งเฟรมก่อนแล้วค่อยส่งต่อ (store-and-forward) ทั้งขาไปและขา ACK