บทที่ 8

การทำงานของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กเบื้องต้น

NIC · ฮับ · บริดจ์ · สวิตช์ · เร้าเตอร์ · สวิตช์เลเยอร์ 3 — อุปกรณ์ห้าหกตัวนี้ต่างกันแค่สองคำถาม: ทำงานที่เลเยอร์ไหน และ แยกโดเมนอะไรให้บ้าง ตอบสองข้อนี้ได้ก็จบทั้งบท

อ่าน ~13 นาที ตารางเทียบอุปกรณ์ออกบ่อย ต่อยอด: บทที่ 13 (CSMA/CD), บทที่ 14–16
ข้อสอบออกแบบไหน

หัวใจของบทนี้คือ ตารางเทียบอุปกรณ์ (ทำงานเลเยอร์ไหน / แยก collision domain ไหม / แยก broadcast domain ไหม) — เป็นคำถามที่ข้อสอบแนว Cisco/CCNA ชอบออกมากที่สุด ตามด้วย (1) นับจำนวน collision domain และ broadcast domain จากรูปโทโพโลยีผสม hub + switch + router (2) เทียบ Store-and-forward กับ Cut-through (3) ฮับต่างจากสวิตช์อย่างไร และ (4) บริดจ์ต่างจากสวิตช์อย่างไร ซึ่งเป็นข้อ 1–3 ของคำถามท้ายบทที่ 9 ด้วย

สวิตช์แยก Collision Domain  ·  เร้าเตอร์แยก Broadcast Domain ประโยคสรุปของทั้งบท (หัวข้อ 8.7) — ถ้าจำได้ประโยคเดียวจำอันนี้

8.1แผ่นวงจรต่อประสานข่ายงาน (Network Interface Card)

องค์ประกอบสำคัญชนิดแรกของการสื่อสารในเน็ตเวิร์กคือ แผ่นวงจรต่อประสานข่ายงาน (Network Interface Card, NIC) หรือที่เรียกทั่วไปว่า การ์ดแลน (LAN card)

ภาพถ่ายการ์ดแลนสองแบบวางคู่กัน ซ้ายเป็นการ์ดแบบเสียบสล็อตภายในเครื่องเดสก์ท็อป มีแผงเหล็กยึดและช่องเสียบสาย RJ-45 ขวาเป็นการ์ดแลนแบบ PC Card สำหรับเสียบข้างโน้ตบุ๊ก
รูปที่ 8.1 จากตำรา — การ์ดแลนหรือ Network Interface Card (NIC) (ซ้าย = การ์ดเสียบสล็อตในเดสก์ท็อป · ขวา = การ์ดแบบ PC Card ของโน้ตบุ๊ก — นี่คือ "การ์ดแลนที่สามารถหาซื้อเพื่อติดตั้งให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้" ที่ตำราพูดถึง ซึ่งปัจจุบันถูกรวมไว้บนเมนบอร์ดหมดแล้ว)

หน้าที่ที่ 1 — เชื่อมต่อและแปลงสัญญาณ

ทำหน้าที่เชื่อมต่อเข้ายังเน็ตเวิร์ก และแปลงข้อมูลดิจิทัลให้อยู่ในรูปของสัญญาณที่เหมาะสมกับช่องสัญญาณที่ส่ง รวมถึงแปลงสัญญาณที่ได้รับจากช่องสัญญาณกลับเป็นข้อมูลดิจิทัล

หน้าที่ที่ 2 — คัดเฟรมด้วย MAC address

ทุกการ์ดแลนมีเลขประจำตัวของตนเองหรือ MAC address ใช้ตรวจสอบว่าเฟรมที่ได้รับตรงกับ MAC address ของตนหรือไม่ — หากใช่จึงจะรับไว้เพื่อนำไปประมวลผลต่อ

ปัจจุบันการ์ดแลนถูกประกอบอยู่บนเมนบอร์ด (mainboard) อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาซื้อเพิ่มเติม

promiscuous mode — โหมดที่ Wireshark ใช้

การ์ดแลนบางแผ่นสามารถกำหนดให้ทำงานในโหมดพิเศษเรียกว่า promiscuous mode เพื่อรับทุกเฟรมที่ผ่านเข้าสู่ระบบ (ไม่ใช่แค่เฟรมที่จ่าหน้าถึงตนเอง) เช่นการใช้กับแอปพลิเคชัน wireshark เพื่อวิเคราะห์ฟิลด์ต่าง ๆ ของเฟรม รวมถึงวิเคราะห์โพรโตคอลอื่น ๆ อย่างละเอียด

จุดที่คนพลาดบ่อย — คำว่า "พอร์ต" มีสองความหมาย

ในบทที่ 5 พอร์ตแอดเดรส คือแอดเดรสเพื่อเรียกไปยังโพรโตคอลที่ใช้ เช่น พอร์ต 80 อ้างถึงโพรโตคอล HTTP — แต่เมื่อกล่าวถึงอุปกรณ์ในเน็ตเวิร์ก คำว่าพอร์ตหมายถึง จุดเชื่อมต่อของอุปกรณ์จริงบนสวิตช์หรือฮับ (รูเสียบสาย) ข้อสอบชอบเล่นกับความกำกวมนี้

แผนภาพการทำงานภายใน NIC และ TCP/IP protocol stack
รูปที่ 8.2 จากตำรา — การทำงานภายใน NIC: มี Tx Buffer / Rx Buffer และส่วน Framer/Protocol decode ต่อผ่าน Device Drivers ขึ้นไปยัง TCP/IP protocol stack

8.2ฮับ (Hub)

ฮับเป็นอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อใช้สร้างเน็ตเวิร์กอย่างง่าย โดยทั่วไปมีพอร์ตอย่างน้อย 4 พอร์ต ทำหน้าที่:

  • ขยายสัญญาณ (amplification)
  • จัดการกับสัญญาณ (reshaping) ในการจำกัดสัญญาณรบกวนออก เพื่อเตรียมส่งออกไปอุปกรณ์ปลายทาง

หรืออาจกล่าวได้ว่า ฮับเป็นเสมือนอุปกรณ์ทวนสัญญาณ (repeater) แบบหลายพอร์ต (multi-port repeater)

เนื่องจากโครงสร้างภายในของฮับมีการเชื่อมต่อในลักษณะที่เป็นบัส (bus) ดังนั้นเมื่อได้รับข้อมูล ข้อมูลจะถูกส่งออกไปยังทุกพอร์ต ยกเว้นพอร์ตที่ส่งข้อมูล

จุดที่คนพลาดบ่อย

ในกรณีนี้ หากมีอุปกรณ์มากกว่า 1 ตัวส่งข้อมูลพร้อมกัน จะทำให้ข้อมูลเกิดการชนกัน เป็นผลให้อุปกรณ์ทั้งสองต้องเริ่มส่งใหม่ — นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ฮับถูกเลิกใช้ ไม่ใช่เพราะช้าอย่างเดียว

ข้อดีของฮับ

ความง่ายในการต่อขยาย และราคาที่ถูก

ทำไมเลิกใช้

ปัจจุบันราคาของสวิตช์ลดลง และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ทำให้มีการนำสวิตช์เข้ามาทดแทน

แผนภาพการสื่อสารภายในฮับ ฮับวาดเป็นกล่องที่ภายในเป็นบัสเส้นเดียว เมื่อเครื่องหนึ่งส่งข้อมูลเข้ามา สัญญาณถูกกระจายออกไปยังทุกพอร์ตที่เหลือ
รูปที่ 8.3 จากตำรา — การสื่อสารภายในฮับ (ภายในเป็นบัสเส้นเดียว ข้อมูลที่เข้ามาจึงถูกส่งออกทุกพอร์ต ยกเว้นพอร์ตที่ส่ง · สังเกตลูกศรใหญ่บนตัวฮับมีเส้นเดียว = ทางเดินข้อมูลร่วมกันเส้นเดียว ต่างจากรูปที่ 8.6 ของสวิตช์ที่มีลูกศรหลายเส้นสวนกันได้)
ภาพถ่ายฮับของบริษัท Linksys เป็นกล่องพลาสติกสีดำทรงเตี้ย ด้านหน้ามีแถวไฟ LED บอกสถานะของแต่ละพอร์ต
รูปที่ 8.4 จากตำรา — ฮับ (hub) ของบริษัท Linksys (หน้าตาจริงของอุปกรณ์ที่ทำงานตามรูปด้านซ้าย — แถวไฟหน้าเครื่องคือไฟสถานะของแต่ละพอร์ต)

สองรูปข้างบนตอบว่า "ข้างในฮับหน้าตาเป็นยังไง" — ส่วนภาพเคลื่อนไหวข้างล่างตอบว่า "แล้วพอสองเครื่องส่งพร้อมกันเกิดอะไรขึ้น" ดูคู่กันจะเห็นภาพครบ

8.3บริดจ์ (Bridge)

บริดจ์คล้ายฮับคือใช้เพื่อเชื่อมต่อส่วนของเน็ตเวิร์ก (segment) เข้าด้วยกัน แต่บริดจ์ยังทำหน้าที่กรองทราฟฟิก (traffic) ที่เกิดขึ้นระหว่างเน็ตเวิร์กเซกเมนต์ด้วย

  1. เมื่อเน็ตเวิร์กเซกเมนต์หนึ่งได้รับเฟรม บริดจ์จะตรวจสอบ physical address ของเฟรม ว่าภาครับอยู่ภายในเซกเมนต์เดียวกันหรือไม่
  2. ถ้าไม่ใช่เซกเมนต์เดียวกัน → บริดจ์จะส่งต่อ (retransmit) เฟรมออกไปยังพอร์ตของเซกเมนต์ที่ภาครับเชื่อมต่ออยู่
  3. ถ้าอยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน → บริดจ์ถือว่าภาครับได้รับเฟรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเฟรมจะถูกกำจัดทิ้ง — ทำให้ลดทราฟฟิกในเน็ตเวิร์กลงได้

จากการที่บริดจ์ต้องกรองทราฟฟิก บริดจ์จึงต้องเรียนรู้ฟิสิคอลแอดเดรสของอุปกรณ์ต่าง ๆ ตัวอย่างบริดจ์ที่นิยมใช้ในการเชื่อมต่ออีเทอร์เน็ตคือ transparent bridge ซึ่งสะดวกมาก เพราะบริดจ์เรียนรู้เพื่อส่งเฟรมไปยังพอร์ตที่ถูกต้องได้เอง โดยผู้ใช้ไม่ต้องตั้งค่าใด ๆ

bridge table

บริดจ์จะสร้างตารางเรียกว่า bridge table เพื่อจัดเก็บเฟรมที่ได้ พร้อมทั้งพอร์ตที่รับเฟรมนั้น ลงในตาราง ดังนั้นเมื่อมีการส่งเฟรมระหว่างอุปกรณ์ในเน็ตเวิร์ก บริดจ์จะเรียนรู้และทราบถึงพอร์ตในการส่งเฟรมโดยอัตโนมัติ (แนวคิดเดียวกับ MAC address table ของสวิตช์ — ดูภาพเคลื่อนไหวในหัวข้อ 8.4)

8.4สวิตช์ (Switch)

สวิตช์เป็นอุปกรณ์เพื่อเชื่อมเน็ตเวิร์กเซกเมนต์เช่นเดียวกับบริดจ์ ในความเป็นจริงแล้วสวิตช์ก็คือบริดจ์ที่ประกอบไปด้วยพอร์ตจำนวนมาก (multiport bridge) ทำหน้าที่เช่นเดียวกับบริดจ์คือเรียนรู้การส่งต่อ (retransmit) เฟรมที่ได้รับไปในพอร์ตที่เหมาะสม โดยเรียนรู้จาก physical address ในเฟรม

ความแตกต่างระหว่างสวิตช์กับบริดจ์คือ สวิตช์มีพอร์ตจำนวนมาก (4 พอร์ตหรือมากกว่า) ในขณะที่บริดจ์อาจมีเพียง 2–3 พอร์ตเท่านั้น ดังนั้นหากมองในกรณีของ collision domain การใช้สวิตช์จะทำให้เราแบ่งเน็ตเวิร์กหนึ่ง ๆ ออกเป็นหลาย collision domain ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปคือสวิตช์ขนาด 24 พอร์ตที่มีขายทั่วไป — เอามาวางเทียบกับบริดจ์ที่มีแค่ 2–3 พอร์ต ก็เห็นภาพทันทีว่าทำไมสวิตช์ถึงซอยคอลลิชันโดเมนได้ละเอียดกว่ามาก

ภาพถ่ายสวิตช์ของบริษัท Linksys เป็นเครื่องโลหะทรงแบนสำหรับติดตั้งในตู้แร็ก ด้านหน้ามีช่องเสียบ RJ-45 เรียงเป็นสองแถวรวม 24 พอร์ต
รูปที่ 8.5 จากตำรา — ตัวอย่างสวิตช์ของบริษัท Linksys (สวิตช์ขนาด 24 พอร์ตแบบติดตั้งในตู้แร็ก — นับพอร์ตหน้าเครื่องได้เลยว่าเครื่องนี้แบ่งได้ถึง 24 คอลลิชันโดเมน)

สวิตช์ตัดสินใจส่งอย่างไร — Store-and-forward กับ Cut-through

เมื่อสวิตช์ได้รับเฟรมจากพอร์ตใดพอร์ตหนึ่ง การจะส่งออกที่พอร์ตใด แบ่งการทำงานออกเป็นสองแบบ

ประเด็นStore-and-forwardCut-through
อ่านเฟรมแค่ไหนก่อนส่งต่อบัฟเฟอร์ที่พอร์ตขาเข้าจนกระทั่งครบเฟรมอ่านจนถึงตำแหน่งแอดเดรสของภาคส่งและภาครับเท่านั้น (ในอีเทอร์เน็ตคือ 12 ไบต์แรก)
ตรวจความผิดพลาดหรือไม่ตรวจ ก่อนส่งต่อไปยังบัฟเฟอร์ของพอร์ตขาออกไม่ตรวจ — ส่งต่อไปยังพอร์ตปลายทางทันที
ข้อดีลดการใช้แบนด์วิดท์ในเน็ตเวิร์กที่มีความผิดพลาดสูง (เฟรมเสียถูกทิ้งตั้งแต่ต้นทาง)ความเร็ว — พอร์ตรับเฟรมถัดไปได้ทันที
ข้อเสียต้องรอจนครบเฟรมโดยเก็บไว้ในหน่วยความจำก่อน → เกิดความล่าช้าในการส่งเฟรมหากเฟรมที่ส่งไปมีความผิดพลาด จะทำให้ สิ้นเปลืองแบนด์วิดท์
จุดที่คนพลาดบ่อย

เลข 12 ไบต์ ไม่ใช่ตัวเลขสุ่ม — MAC frame ของอีเทอร์เน็ตเริ่มด้วย Destination MAC (6 ไบต์) + Source MAC (6 ไบต์) = 12 ไบต์ พอดี สวิตช์แบบ cut-through จึงตัดสินใจได้ทันทีที่อ่านครบ 12 ไบต์ (รายละเอียดเฟรมอยู่บทที่ 14) และอย่าสลับข้อดี-ข้อเสีย: Store-and-forward = ช้าแต่สะอาด · Cut-through = เร็วแต่ปล่อยเฟรมเสียผ่าน

แผนภาพเน็ตเวิร์กที่สร้างด้วยสวิตช์ 6 พอร์ต มีคอมพิวเตอร์ต่ออยู่ 6 เครื่อง ลูกศรสีแดงแสดงว่า A กำลังส่งไปหา B และ X กำลังส่งไปหา Y ในเวลาเดียวกัน เส้นประด้านล่างจับคู่ A กับ B และ X กับ Y
รูปที่ 8.6 จากตำรา — การสร้างเน็ตเวิร์กโดยการใช้สวิตช์ (ไล่ลูกศรดู: A→B และ X→Y วิ่งพร้อมกันคนละคู่พอร์ต ไม่ชนกันเลย — นี่คือสิ่งที่ฮับทำไม่ได้ และเป็นภาพเดียวกับที่ตารางเทียบด้านบนกำลังพูดถึง)

8.4.1 ฮับและสวิตช์

สมมติมีอุปกรณ์เครือข่าย 4 เครื่อง — A ต้องการสื่อสารกับ B และ D ต้องการสื่อสารกับ C ในเวลาเดียวกัน

  • กรณีใช้ฮับ: จะทำให้เกิดการชนกันของเฟรมที่มาจาก A และ D
  • กรณีใช้สวิตช์: การสื่อสารระหว่าง A กับ B และ C กับ D สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกัน

สรุปสั้น ๆ: จากการทำงานของฮับ แม้จะเป็นการสื่อสารแบบยูนิคาสต์ เฟรมที่ส่งจะถูกกระจาย (flood) ออกไปยังทุกพอร์ตของฮับ แต่ในสวิตช์จะส่งไปยังพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งเท่านั้น

แต่สวิตช์ก็ยังชนกันได้ — ในกรณีเดียว

ปัญหาหนึ่งของการสื่อสารที่มีโอกาสเกิดการชนกันได้แก่ การสื่อสารแบบบรอดคาสท์ โดยสวิตช์จะส่งออกไปยังทุกพอร์ตเช่นเดียวกับการทำงานของฮับ ผลดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหา broadcast storm — นี่คือเหตุผลที่ "สวิตช์แยก collision domain ได้ แต่แยก broadcast domain ไม่ได้"

เปรียบเทียบการทำงานของฮับและสวิตช์ ทั้งกรณี unicast และ broadcast
รูปที่ 8.7 จากตำรา — เปรียบเทียบการทำงานของฮับ (แถวบน) และสวิตช์ (แถวล่าง): ซ้าย = ส่งพร้อมกันแล้วชนกันในฮับ · กลาง = unicast ฮับ flood ทุกพอร์ต แต่สวิตช์ส่งพอร์ตเดียว · ขวา = broadcast ทั้งฮับและสวิตช์ส่งออกทุกพอร์ตเหมือนกัน

8.4.2 บริดจ์และสวิตช์

โดยทั่วไปเรานิยามให้สวิตช์คือบริดจ์ที่ประกอบพอร์ตจำนวนมาก (multi-port bridge) อย่างไรก็ตาม บริดจ์และสวิตช์มีความแตกต่างที่สำคัญ

ประเด็นบริดจ์ (Bridge)สวิตช์ (Switch)
พื้นฐานการทำงานอยู่บนพื้นฐานของซอฟต์แวร์เป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ อาศัยชิปรูปแบบ ASIC เพื่อจัดการ
จำนวน Spanning-Treeมีได้เพียง 1 Spanning-Tree เท่านั้นมีได้มากกว่า 1
จำนวนพอร์ตประมาณ 2–3 พอร์ต4 พอร์ตหรือมากกว่า (ส่วนใหญ่มีพอร์ตมากกว่าบริดจ์)
การเรียนรู้ MAC / การฟอร์เวิร์ดเฟรมทำงานเช่นเดียวกันทุกประการ

8.5เร้าเตอร์ (Router)

เร้าเตอร์ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดในระบบเน็ตเวิร์ก เร้าเตอร์เชื่อมต่อเน็ตเวิร์กต่าง ๆ เข้าเป็นเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ การเชื่อมโยงของเร้าเตอร์จำนวนมากทำให้เกิดเป็นอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

เร้าเตอร์ทำงานในเลเยอร์ 3 เพื่อใช้ในการหาเส้นทาง โดยการพิจารณาจาก IP address จากภาคส่งเพื่อไปหาภาครับ

เหมือนสวิตช์ตรงไหน

ใช้เพื่อเชื่อมโยงเน็ตเวิร์กเซกเมนต์เข้าด้วยกันและกรองทราฟฟิก เหมือนกัน

ต่างจากสวิตช์ตรงไหน

เร้าเตอร์รองรับเน็ตเวิร์กขนาดใหญ่ และค้นหาเส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อไปหาปลายทางได้

ภาพถ่ายเร้าเตอร์ของ CISCO มองจากด้านที่มีพอร์ต พร้อมป้ายชี้ชื่อพอร์ตต่าง ๆ ได้แก่ USB, Console, Auxiliary, Voice Interface, FXS/DID, FastEthernet, Serial และ Modem
รูปที่ 8.8 จากตำรา — ตัวอย่างของอุปกรณ์เร้าเตอร์ของ CISCO (สังเกตว่ามีทั้งพอร์ต FastEthernet ฝั่ง LAN และพอร์ต Serial ฝั่ง WAN อยู่บนเครื่องเดียวกัน เพราะเร้าเตอร์คือตัวเชื่อมเน็ตเวิร์กต่างชนิดเข้าด้วยกัน ส่วนพอร์ต Console คือพอร์ตที่ต้องเสียบเพื่อตั้งค่า — นี่แหละคือเหตุผลที่ตารางที่ 8.1 ตอบว่าเร้าเตอร์ ไม่ใช่ plug & play)
ถ้าเปิดตำราตามอ่าน — เลขรูปในเนื้อความคลาดไป 1

ย่อหน้านี้ในตำราเขียนว่า "รูปที่ 8.9 แสดงตัวอย่างเร้าเตอร์ของ Cisco" แต่รูปที่มีคำบรรยายว่า ตัวอย่างของอุปกรณ์เร้าเตอร์ของ CISCO จริง ๆ คือ รูปที่ 8.8 (หน้า 67) ส่วน รูปที่ 8.9 (หน้า 68) เป็นเรื่องสวิตช์เลเยอร์ 3 ของหัวข้อถัดไป — อย่าสับสน

8.6สวิตช์เลเยอร์ 3 (Layer 3 Switch)

นอกเหนือจากการทำงานเลเยอร์ 2 ปกติแล้ว ปัจจุบันมีสวิตช์ที่สามารถทำหน้าที่หาเส้นทางเหมือนเร้าเตอร์ได้ เรียกว่า สวิตช์เลเยอร์ 3

  • สามารถประมวลผลเร้าติ้งโพรโตคอล และสื่อสารกับเร้าเตอร์ข้างเคียง (neighbor) ได้
  • ทำให้สามารถฟอร์เวิร์ดแพ็กเก็ตเหมือนในเน็ตเวิร์กเลเยอร์
  • แต่การเชื่อมต่อในรูปแบบ WAN ยังคงจำเป็นต้องอาศัยเร้าเตอร์

การใช้สวิตช์ในรูปแบบนี้ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารของ LAN และ VLAN ทำให้ลดภาระการทำงานของเร้าเตอร์ และเน้นไปใช้งานเพื่อเพิ่มความปลอดภัย (security) หรือการป้องกันการบุกรุก (intrusion detection) แทน

อ่านให้ตรงประเด็นสอบ

คำถามที่ออกได้คือ "มีสวิตช์เลเยอร์ 3 แล้ว ยังต้องใช้เร้าเตอร์อีกไหม" คำตอบตามหนังสือคือ ยังต้องใช้ — เพราะการเชื่อมต่อแบบ WAN ยังต้องอาศัยเร้าเตอร์ ส่วนงานที่ย้ายไปให้ L3 switch ทำแทนคืองาน routing ภายใน LAN/VLAN

แผนภาพการเชื่อมต่อ สวิตช์เลเยอร์ 3 สองตัวอยู่ชั้นบน เชื่อมถึงกันด้วยลิงก์คู่ และแต่ละตัวลากสายลงไปหาสวิตช์ชั้นล่างสามตัวแบบไขว้กันครบทุกตัว
รูปที่ 8.9 จากตำรา — ตัวอย่างการเชื่อมต่อของเลเยอร์ 3 สวิตช์ (สวิตช์เลเยอร์ 3 สองตัวทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่หาเส้นทางแทนเร้าเตอร์ ส่วนสวิตช์ชั้นล่างต่อไขว้ขึ้นมาหาทั้งสองตัวเพื่อกันตาย — งานเร้าติ้งภายใน LAN/VLAN จึงถูกย้ายมาทำตรงนี้ ทำให้ลดภาระของเร้าเตอร์ตามที่หัวข้อนี้อธิบาย)

8.7คอลลิชันโดเมน และบรอดคาสท์โดเมน

จากการที่มีผู้ใช้จำนวนมาก การใช้ฮับเพื่อต่อเชื่อมจำนวนหลายตัวทำให้มีโอกาสเกิดการชนกันของข้อมูลสูงขึ้น เช่นในอีเทอร์เน็ต เมื่อเฟรมถูกส่งจากฮับตัวแรก จะถูกส่งต่อไปฮับตัวอื่น ๆ จนกระทั่งผ่านไปยังทุกฮับ

การใช้งานของบริดจ์จะช่วยแบ่งส่วนของเน็ตเวิร์กออกเป็นกลุ่มย่อย เรียกว่า คอลลิชันโดเมน (collision domain) โดย หนึ่งคอลลิชันโดเมนคือหนึ่งเน็ตเวิร์กของอีเทอร์เน็ตนั่นเอง ทำให้ลดการชนกันของข้อมูลในกรณีที่มีผู้ใช้จำนวนมากได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสวิตช์จำเป็นต้องเรียนรู้การเชื่อมต่อของอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นการสื่อสารโดยใช้โพรโตคอล Address Resolution Protocol (ARP) ทำให้มีการส่งแพ็กเก็ตออกไปยังทุกพอร์ต เกิดปัญหา broadcast storm ตามมา เนื่องจากสวิตช์มีบรอดคาสท์โดเมน (broadcast domain) เดียวกันทั้งหมด

เร้าเตอร์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญป้องกันการบรอดคาสท์แพ็กเก็ตอย่างต่อเนื่อง โดยเร้าเตอร์จะไม่ส่งต่อบรอดคาสท์ทราฟฟิกจากอินเทอร์เฟซหนึ่งไปยังอินเทอร์เฟซถัดไป

เร้าเตอร์ = แยก บรอดคาสท์โดเมน  ·  สวิตช์ = แยก คอลลิชันโดเมน ประโยคสรุปของหัวข้อ 8.7 (คำต่อคำจากหนังสือ)

ภาพเคลื่อนไหวข้างบนให้ลองนับโดเมนจากโทโพโลยีจริง ส่วนสองรูปจากตำราข้างล่างคือนิยามแบบย่อที่สุดของทั้งสองโดเมน — จำรูปไว้แล้วตอบข้อสอบได้เร็วกว่านับทีละพอร์ต

แผนภาพ อุปกรณ์เลเยอร์ 2 วาดเป็นกล่องสามมิติสีม่วงที่มีลูกศรสองทิศบนตัว ด้านล่างมีลูกศรสองอันแยกกันซ้ายและขวากำกับว่าคอลลิชันโดเมน แต่มีลูกศรยาวเส้นเดียวพาดตลอดความกว้างกำกับว่าบรอดคาสท์โดเมน
รูปที่ 8.10 จากตำรา — Collision Domains (บริดจ์/สวิตช์แยกคอลลิชันโดเมนออกเป็น 2 ฝั่ง แต่ลูกศรล่างสุดยาวพาดตลอด = บรอดคาสท์โดเมนยังเป็นอันเดียวกันทั้งหมด)
แผนภาพ เร้าเตอร์วาดเป็นทรงกระบอกสีฟ้าที่มีลูกศรหลายทิศบนตัว ด้านล่างมีลูกศรคอลลิชันโดเมนสองอันแยกซ้ายขวา และลูกศรบรอดคาสท์โดเมนอีกสองอันแยกซ้ายขวาเช่นกัน
รูปที่ 8.11 จากตำรา — ตัวอย่างการเชื่อมต่อของบรอดคาสท์โดเมน (เร้าเตอร์แยกทั้งคอลลิชันโดเมนและบรอดคาสท์โดเมน — ลูกศรแถวล่างขาดตรงกลาง ต่างจากรูปซ้ายที่ยาวพาดตลอด)

สองรูปนี้ต้องดูคู่กัน — ต่างกันแค่แถวลูกศรล่างสุด เท่านั้น และความต่างแค่แถวเดียวนั้นคือทั้งหมดของประโยค "สวิตช์แยกคอลลิชันโดเมน · เร้าเตอร์แยกบรอดคาสท์โดเมน"

ตารางที่ 8.1 — เปรียบเทียบพื้นฐานการทำงานของฮับ สวิตช์ และเร้าเตอร์

การทำงานฮับบริดจ์ / สวิตช์เร้าเตอร์
เลเยอร์ที่ทำงานฟิสิคอลดาต้าลิงก์เน็ตเวิร์ก
การตรวจแยกทราฟฟิก
traffic isolation
ไม่ใช่คอลลิชันโดเมนบรอดคาสท์โดเมน
ความสะดวกในการติดตั้ง
plug & play
ใช่ใช่ไม่ใช่
การสื่อสารเส้นทางที่ดีที่สุดไม่ใช่ไม่ใช่ใช่
ภาพการ์ตูนอุปกรณ์เน็ตเวิร์กสามตัวยืนเรียงกัน แต่ละตัวถือแผ่นป้ายที่มีลูกศรบอกความสามารถต่างกัน ตัวซ้ายลูกศรน้อยที่สุด ตัวขวาลูกศรมากที่สุด
รูปที่ 8.12 จากตำรา — เน็ตเวิร์กฮาร์ดแวร์ (ภาพประกอบปิดหัวข้อ ไม่ใช่ไดอะแกรมสอน · การ์ตูนสามตัวแทนฮับ สวิตช์ และเร้าเตอร์ สังเกตลูกศรบนแผ่นป้าย: ยิ่งมีทิศทางมาก ยิ่งตัดสินใจเส้นทางได้เก่ง)

ตารางสรุปแบบที่ข้อสอบมักถาม

เอาตารางที่ 8.1 มาเรียงใหม่ในรูปที่ข้อสอบแนว Cisco ถามบ่อยที่สุด — "อุปกรณ์นี้ทำงานเลเยอร์ไหน แยก collision domain ไหม แยก broadcast domain ไหม"

อุปกรณ์เลเยอร์แยก Collision Domain?แยก Broadcast Domain?ที่มา
NIC / การ์ดแลนดาต้าลิงก์ + ฟิสิคอล— (เป็นปลายทาง ไม่ใช่ตัวเชื่อม)—8.1
ฮับ (repeater)ฟิสิคอลไม่แยก — ทุกพอร์ตอยู่โดเมนเดียวกันไม่แยกตารางที่ 8.1
บริดจ์ดาต้าลิงก์แยก — แบ่งเน็ตเวิร์กเป็นคอลลิชันโดเมนย่อยไม่แยกตารางที่ 8.1 + 8.7
สวิตช์ดาต้าลิงก์แยก — 1 พอร์ต = 1 คอลลิชันโดเมนไม่แยก — "สวิตช์มีบรอดคาสท์โดเมนเดียวกันทั้งหมด"ตารางที่ 8.1 + 8.7
เร้าเตอร์เน็ตเวิร์กแยกแยก — ไม่ส่งต่อบรอดคาสท์ข้ามอินเทอร์เฟซตารางที่ 8.1 + 8.7
สวิตช์เลเยอร์ 3ดาต้าลิงก์ + เน็ตเวิร์กแยกแยก (ในส่วนที่ทำหน้าที่เร้าติ้ง)อนุมานจาก 8.6 — "ฟอร์เวิร์ดแพ็กเก็ตเหมือนในเน็ตเวิร์กเลเยอร์"
ส่วนขยาย (ไม่ได้อยู่ในหนังสือ) — สูตรนับโดเมนแบบเร็ว

เวลาเจอรูปโทโพโลยีในข้อสอบ นับแบบนี้เร็วที่สุด:
Collision domain = นับทุกพอร์ตของสวิตช์และเร้าเตอร์ที่มีสายต่ออยู่ โดยที่ฮับทั้งตัว (รวมทุกเครื่องใต้ฮับ) นับเป็น 1 โดเมนเดียว
Broadcast domain = นับจำนวนอินเทอร์เฟซของเร้าเตอร์ที่มีสายต่ออยู่ (ถ้าไม่มีเร้าเตอร์เลย = 1 โดเมน) — เพราะมีแต่เร้าเตอร์เท่านั้นที่หยุดบรอดคาสท์ได้

เช็คความเข้าใจ

ตามตารางที่ 8.1 อุปกรณ์ใดมีคุณสมบัติ "plug & play = ไม่ใช่" และ "การสื่อสารเส้นทางที่ดีที่สุด = ใช่"?
เร้าเตอร์เป็นแถวเดียวในตารางที่ 8.1 ที่ตอบ "ไม่ใช่" ในช่อง plug & play (เพราะต้องตั้งค่า IP / routing เอง) และตอบ "ใช่" ในช่องการสื่อสารเส้นทางที่ดีที่สุด (หาเส้นทางที่สั้นที่สุดได้)
สวิตช์แบบ cut-through อ่านเฟรมกี่ไบต์แรกก่อนจะตัดสินใจส่งต่อ?
หนังสือระบุว่า cut-through "อ่านจนกระทั่งถึงตำแหน่งของแอดเดรสของภาคส่งและภาครับเท่านั้น (ในอีเทอร์เน็ตเป็น 12 ไบต์แรก)" = Destination MAC 6 ไบต์ + Source MAC 6 ไบต์ ส่วนที่อ่านทั้งเฟรมคือ store-and-forward
โทโพโลยี: เร้าเตอร์ 1 ตัวมี 2 อินเทอร์เฟซ อินเทอร์เฟซแรกต่อสวิตช์ที่มี PC 2 เครื่องและฮับ 1 ตัว (ฮับมี PC 2 เครื่อง) อินเทอร์เฟซที่สองต่อสวิตช์ที่มี PC 2 เครื่อง — มีกี่ broadcast domain?
มีแต่เร้าเตอร์เท่านั้นที่แยกบรอดคาสท์โดเมน เร้าเตอร์ตัวนี้มี 2 อินเทอร์เฟซที่ใช้งาน จึงได้ 2 broadcast domain — สวิตช์และฮับไม่ได้ช่วยแยกเลย (ส่วนคำตอบ 7 คือจำนวน collision domain: พอร์ตสวิตช์ตัวแรก 3 พอร์ต + พอร์ตสวิตช์ตัวที่สอง 2 พอร์ต + ลิงก์เร้าเตอร์-สวิตช์อีก 2 = 7 โดยฮับกับ PC ใต้ฮับนับรวมเป็นพอร์ตเดียวของสวิตช์)
ข้อใดคือความแตกต่างระหว่างบริดจ์กับสวิตช์ ตามหัวข้อ 8.4.2?
ความต่างที่หนังสือระบุมี 3 ข้อ: (1) บริดจ์ = ซอฟต์แวร์ · สวิตช์ = ฮาร์ดแวร์ ASIC (2) บริดจ์มีได้ 1 Spanning-Tree · สวิตช์มีได้มากกว่า 1 (3) จำนวนพอร์ต — ส่วนการเรียนรู้ MAC และการฟอร์เวิร์ดเฟรม "บริดจ์และสวิตช์ทำงานเช่นเดียวกัน"
เก็บก่อนออกจากบทนี้
  • NIC: แปลงดิจิทัล ↔ สัญญาณ + มี MAC address + promiscuous mode (Wireshark)
  • ฮับ = multi-port repeater · amplification + reshaping · ภายในเป็นบัส · ส่งออกทุกพอร์ตยกเว้นพอร์ตที่ส่ง → ชนกัน
  • บริดจ์ = เชื่อม segment + กรองทราฟฟิกจาก physical address · transparent bridge + bridge table
  • สวิตช์ = multiport bridge · Store-and-forward (ครบเฟรม ตรวจ error ช้า) vs Cut-through (12 ไบต์แรก เร็วแต่ไม่ตรวจ)
  • บริดจ์ vs สวิตช์: ซอฟต์แวร์ vs ASIC · 1 Spanning-Tree vs มากกว่า 1 · 2–3 พอร์ต vs 4+ พอร์ต
  • เร้าเตอร์ = เลเยอร์ 3 · ดู IP address · หาเส้นทางสั้นที่สุด · สวิตช์เลเยอร์ 3 ทำ routing ได้ แต่ WAN ยังต้องใช้เร้าเตอร์
  • ตารางที่ 8.1 — ฟิสิคอล / ดาต้าลิงก์ / เน็ตเวิร์ก · ไม่ใช่ / คอลลิชัน / บรอดคาสท์ · ใช่ / ใช่ / ไม่ใช่ · ไม่ใช่ / ไม่ใช่ / ใช่