ช่องสัญญาณ
"สายอะไรใช้ทำอะไร" — สายตีเกลียวคู่ สายโคแอคเชียล ใยแก้วนำแสง และสายอากาศ พร้อมเจ็ดข้อที่ต้องคิดก่อนเลือกสายจริง ปิดท้ายด้วยเฉลยคำถามท้ายบททั้ง 8 ข้อ
บทนี้เป็นบทจำล้วน ที่ออกได้คือ (1) Guided vs Unguided media แบ่งกี่ประเภท อะไรบ้าง (2) UTP ต่างจาก STP อย่างไร (3) ใยแก้วนำแสงส่งกี่โหมด — single-mode / multimode และ step-index / graded-index (4) สายตรงกับสายไขว้ใช้ตอนไหน (5) เลือกสายอากาศแบบไหนให้เหมาะกับพื้นที่ — ทั้งห้าข้อคือคำถามท้ายบทข้อ 4–8 ตรง ๆ ดังนั้นทำเฉลยท้ายหน้านี้ให้ครบก็พอ
9.0ช่องสัญญาณคืออะไร และแบ่งเป็นกี่กลุ่ม
ช่องสัญญาณหรือตัวกลางคือสิ่งที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยตัวกลางการเชื่อมต่ออาจเป็นสายเคเบิล สายใยแก้วนำแสง รวมไปถึงอากาศในการสื่อสารแบบไร้สาย
หากจัดประเภทของสายส่ง จะจัดได้เป็น สองกลุ่มหลัก:
1. Guided Media
เป็นสายส่งหรือสายสัญญาณเพื่อส่งไปในทิศทางที่กำหนด เช่น สายตีเกลียวคู่ (Twisted-pair cable), Coaxial cable และเส้นใยแก้วนำแสง
2. Unguided Media
เป็นการส่งสัญญาณโดยไม่มีการควบคุมทิศทางการส่ง เช่น Radio waves, Microwaves, Infrared
Guided = มีสายบังคับทาง (สายพาสัญญาณไปตามที่วางไว้) · Unguided = ไม่มีสาย ปล่อยไปในอากาศ — คำถามท้ายบทข้อ 4 ถามข้อนี้ตรง ๆ
รูปที่ 9.2 เขียนฝั่ง Unguided ไว้แค่คำเดียวว่า Free space แต่เนื้อความในตำราแจกแจงไว้ 3 อย่างคือ Radio waves, Microwaves, Infrared — เวลาตอบข้อสอบให้ตอบตามเนื้อความ (3 อย่าง) ไม่ใช่ลอกคำว่า free space จากรูปมาคำเดียว ส่วนฝั่ง Guided ตรงกันทั้งรูปและเนื้อความคือ twisted-pair, coaxial, fiber optic
ภาพเคลื่อนไหวถัดไปมองคนละมุมกับรูปที่ 9.2 — รูปที่ 9.2 บอกว่าสายมี "กี่ชนิด" ส่วนภาพเคลื่อนไหวบอกว่าแต่ละชนิด "ต่างกันตรงไหน" เมื่อเอามาเทียบกันสี่แกน
ความสูงของแท่งเป็นการจัดอันดับเชิงเปรียบเทียบเพื่อช่วยจำ ไม่ใช่ตัวเลขจากหนังสือ — ตัวเลขที่เป็นของหนังสือจริง ๆ มีเพียง ความเร็วตาม Category (ตารางที่ 9.1), อิมพีแดนซ์ของ RG (ตารางที่ 9.3), single-mode ส่งได้ถึง 10 กิโลเมตรทางทฤษฎี และความเร็วคลื่นในตัวกลาง (ตารางที่ 9.5) ส่วนการเรียงลำดับ "ถูก/แพง" และ "ทนสัญญาณรบกวน" มาจากคำบรรยายเชิงคุณภาพในหนังสือ
9.1สายตีเกลียวคู่ (Twisted-pair cable)
สายตีเกลียวคู่เป็นสายนำสัญญาณที่ได้รับความนิยมใช้มากที่สุด สายจะถูกพันเข้าด้วยกันก่อนที่จะถูกห่อหุ้มอีกชั้นเสมือนเป็นสายเคเบิลเพียงเส้นเดียว โดยภายในอาจมีจำนวนสายนำสัญญาณมากกว่า 1 คู่
การพันกันของสายสัญญาณจะทำให้เกิดความสมดุลของสัญญาณ ทำให้ลดสัญญาณรบกวนระหว่างสายสัญญาณที่เรียกว่า ครอสทอล์ก (Crosstalk)
ครอสทอล์กเกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่เท่ากันของสายสัญญาณที่เดินคู่ขนานไปด้วยกัน มีการเหนี่ยวนำ (induce) ต่อกัน ผลคือ ความเร็วของสัญญาณไม่เป็นไปอย่างที่ควร และระยะทางที่ส่งได้ลดลง ดังนั้น จำนวนของการพันต่อความยาวจึงมีผลต่อคุณภาพของสัญญาณ
STP กับ UTP
| ประเภท | โครงสร้าง | ข้อดี / ข้อเสีย |
|---|---|---|
| STP Shielded Twisted-pair แบบมีป้องกันสัญญาณรบกวน |
มีการป้องกันสัญญาณรบกวนโดยใช้แผ่นอลูมิเนียมบางห่อหุ้มด้านนอกอีกครั้ง | ข้อดี: ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้ดี ข้อเสีย: ไม่นิยมใช้ เนื่องจากปัญหาด้านขนาดและราคา |
| UTP Unshielded Twisted-pair แบบไม่มีป้องกันสัญญาณรบกวน |
ไม่มีส่วนของแผ่นโลหะ | ได้รับความนิยมสูงกว่า เนื่องจากมีขนาดเล็กและราคาถูกกว่า |
ตารางที่ 9.1 — มาตรฐาน Category ของสาย UTP
Electronic Industries Association (EIA) ได้แบ่งสายสัญญาณออกเป็น Category โดยแต่ละ category มีคุณลักษณะและจุดประสงค์การใช้งานที่แตกต่างกัน
| Category | ความเร็ว (Mbps) | การนำไปใช้งาน |
|---|---|---|
| 1 | < 0.1 | สายโทรศัพท์ |
| 2 | 2 | สายสัญญาณ T-1 |
| 3 | 10 | รองรับความเร็ว 10 Mbps (10Base-T) |
| 4 | 16 | Token Ring |
| 5 | 100 | 100BaseX อีเทอร์เน็ต, ATM |
| 5e | 100 | จาก 10Base-T ไปจนกระทั่ง 1000Base-T (จิกะบิต) อีเทอร์เน็ต |
| 6 | 200 | จาก 10Base-T ไปจนกระทั่ง 10GBase-T (10-จิกะบิต) อีเทอร์เน็ต |
หนังสือยังระบุรุ่นที่สูงขึ้นไปอีกพร้อมความถี่และความเร็ว และบอกว่ามีชีลด์ (shield) หรือไม่:
| Category | มีชีลด์? | ความถี่ | ความเร็ว |
|---|---|---|---|
| Cat 6 | Sometimes | 250 MHz | 1 Gbps |
| Cat 6a | Sometimes | 500 MHz | 10 Gbps |
| Cat 7 | Yes | 600 MHz | 10 Gbps |
| Cat 8 | Yes | 2 GHz | 40 Gbps |
ตัวเลข "ความเร็ว" ในตารางที่ 9.1 คือความเร็วที่ category นั้นถูกออกแบบมา ไม่ใช่เพดานของสายทุกเส้น — สังเกตว่า Cat 5e กับ Cat 5 มีตัวเลขเท่ากัน (100) แต่ 5e รองรับได้ถึง 1000Base-T และ Cat 6 เขียนไว้ 200 Mbps ในตารางที่ 9.1 แต่ในตารางส่วนขยายเขียน 1 Gbps ที่ 250 MHz — เวลาตอบข้อสอบให้อ้างตารางที่โจทย์ให้มา
หัวต่อ RJ45 และการเข้าหัวสาย
การเชื่อมต่อของสาย UTP โดยทั่วไปจะใช้ RJ45 ซึ่งมีลักษณะคล้ายหัวต่อโทรศัพท์ แต่มีจำนวนขา (pin) ที่ใช้ต่อมากกว่า
การต่อของสาย UTP มีด้วยกัน สองแบบ:
การเข้าหัวแบบสายตรง (Straight-through cable)
ใช้เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างประเภทกัน เช่น เร้าเตอร์กับสวิตช์หรือฮับ, สวิตช์กับฮับ
การเข้าหัวแบบสายไขว้ (Crossover cable)
ใช้ต่อเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ประเภทเดียวกัน เช่น คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ หรือระหว่างสวิตช์
การจัดเรียงขาของการเข้าหัวแบบสายตรงทำได้ สองมาตรฐานขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ คือ TIA/EIA 568A และ TIA/EIA 568B — ตราบใดที่เน็ตเวิร์กทั้งหมดใช้มาตรฐานเดียวกัน
ภาพเคลื่อนไหวด้านบนมองจากทั้งเส้น (หัวซ้าย ↔ หัวขวา ว่าสายเส้นไหนไปโผล่ขาไหน) ส่วนรูปจากตำราด้านล่างมองจากหัวเดียว — คือเปิดฝาหัว RJ45 แล้วดูว่าสีเรียงอย่างไรจากขา 1 ถึงขา 8
สิ่งที่รูปที่ 9.5 บอกเพิ่มจากตารางที่ 9.2 คือ เลขคู่สาย (pair number) ใต้แต่ละหัว ซึ่งอธิบายได้เลยว่าทำไมถึงสลับกันแค่ขา 1, 2, 3, 6:
| คู่สาย | สี | อยู่ขาใดใน 568A | อยู่ขาใดใน 568B |
|---|---|---|---|
| คู่ 1 | น้ำเงิน | ขา 4, 5 | ขา 4, 5 (เหมือนกัน) |
| คู่ 2 | ส้ม | ขา 3, 6 | ขา 1, 2 |
| คู่ 3 | เขียว | ขา 1, 2 | ขา 3, 6 |
| คู่ 4 | น้ำตาล | ขา 7, 8 | ขา 7, 8 (เหมือนกัน) |
568A กับ 568B คือมาตรฐานเดียวกันที่สลับตำแหน่งของ "คู่ส้ม" กับ "คู่เขียว" เท่านั้น — คู่ที่นั่งขา 4-5 (น้ำเงิน) และขา 7-8 (น้ำตาล) ไม่ขยับเลย ดังนั้นถ้าจำได้ว่าเขียวขึ้นก่อนคือ A · ส้มขึ้นก่อนคือ B ก็เขียนตารางที่ 9.2 ได้ทั้งตารางโดยไม่ต้องท่อง
ตารางที่ 9.2 — สีการจัดเรียงขา TIA/EIA 568A และ 568B
| ขา (Pin) | TIA/EIA 568A | TIA/EIA 568B |
|---|---|---|
| 1 | เขียว-ขาว | ส้ม-ขาว |
| 2 | เขียว | ส้ม |
| 3 | ส้ม-ขาว | เขียว-ขาว |
| 4 | น้ำเงิน | น้ำเงิน |
| 5 | น้ำเงิน-ขาว | น้ำเงิน-ขาว |
| 6 | ส้ม | เขียว |
| 7 | น้ำตาล-ขาว | น้ำตาล-ขาว |
| 8 | น้ำตาล | น้ำตาล |
568A กับ 568B ต่างกันแค่ 4 ขา คือ 1, 2, 3, 6 (คู่เขียวกับคู่ส้มสลับที่กัน) ส่วน ขา 4, 5, 7, 8 เหมือนกันทุกประการ — จำแค่ประโยคนี้ก็เขียนตารางได้ทั้งตาราง และอย่าลืมว่าสายตรงคือใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งสองหัว ไม่ใช่ "ต้องเป็น 568B เท่านั้น"
ตำราเน้นประโยคว่า "ตราบใดที่เน็ตเวิร์กทั้งหมดใช้มาตรฐานเดียวกัน" เพราะนี่คือจุดที่พังได้จริง ลองไล่จากรูปที่ 9.5 ดู:
- ตั้งใจทำสายตรง แต่เข้าหัวหนึ่งเป็น 568A อีกหัวเป็น 568B → สิ่งที่ได้ไม่ใช่สายเสีย แต่กลายเป็น "สายไขว้" (crossover) โดยไม่ตั้งใจ เพราะคู่ส้มกับคู่เขียวถูกสลับที่ ผลคือเอาไปต่อเร้าเตอร์กับสวิตช์แล้วใช้ไม่ได้ ทั้งที่สายไม่ได้ขาด
- ตั้งใจทำสายไขว้ แต่เผลอเข้าหัวเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งสองหัว → ได้สายตรง เอาไปต่อ PC↔PC หรือสวิตช์↔สวิตช์ไม่ติด
- สลับคู่ผิด เช่น เอาขา 3 ไปคู่กับขา 4 แทนที่จะคู่กับขา 6 → สายที่ควรตีเกลียวอยู่ด้วยกันถูกแยกออกจากกัน สายจึงเสียความสมดุลของสัญญาณ เกิดครอสทอล์กตามที่อธิบายไว้ตอนต้นหัวข้อ ผลคือระยะทางที่ส่งได้ลดลงและความเร็วไม่เป็นไปอย่างที่ควร อาการแบบนี้ร้ายกว่า เพราะสายยังลิงก์ขึ้น แต่ช้าและหลุด ๆ ไม่ได้ตายสนิทให้เห็นชัด ๆ
9.2สายโคแอคเชียล (Coaxial Cable)
สายโคแอคเชียลเป็นสายที่มีความน่าเชื่อถือที่ค่อนข้างสูง มีสายนำสัญญาณเป็นสายทองแดงเส้นเดี่ยวเป็นแกนกลาง ใหญ่กว่าของสายตีเกลียวคู่ โดยจะมีฉนวนหุ้มภายนอกเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน ทำให้สัญญาณมีความน่าเชื่อถือที่สูง
ไล่จากแกนกลางออกมาข้างนอก สายโคแอคเชียลมี 4 ชั้น ตามที่รูปที่ 9.6 กำกับชื่อไว้:
- ลวดทองแดง (แกนกลาง นำสัญญาณ)
- ฉนวน (คั่นระหว่างแกนกับตาข่าย)
- ลวดตาข่าย (shield)
- ฉนวนหุ้มภายนอก
ตารางที่ 9.3 — การใช้งานของสายโคแอคเชียลที่ RG ต่าง ๆ
การใช้งานของสายโคแอคเชียลถูกแบ่งโดย Radio Government (RG) ซึ่งแต่ละมาตรฐานมีการใช้งานที่แตกต่างกัน
| Category | Impedance | Use |
|---|---|---|
| RG-59 | 75 Ω | Cable TV |
| RG-58 | 50 Ω | Thin Ethernet |
| RG-11 | 50 Ω | Thick Ethernet |
การเชื่อมต่อของสายโคแอคเชียลทำโดยใช้หัวต่อ Bayone-Neill-Concelman (BNC) มีด้วยกัน สามประเภท คือ หัวต่อ BNC, หัวต่อ BNC แบบรูปตัว T และ หัวต่อ BNC จุดสิ้นสุดสัญญาณ (ตัวสุดท้ายต่อกับสายดิน)
หัวต่อ BNC ทั้งสามตัวในรูปที่ 9.7 มีหน้าที่ต่างกันคนละอย่าง และตัวที่คนมองข้ามคือตัวขวาสุด — หัวต่อ BNC จุดสิ้นสุดสัญญาณ ที่มีสายดินห้อยออกมา สายโคแอคเชียลเป็นการเดินแบบบัส โดยใช้ BNC รูปตัว T แยกสายเข้าเครื่องแต่ละตัว ถ้าปลายบัสไม่มีตัวปิดปลาย สัญญาณที่วิ่งไปถึงปลายจะสะท้อนกลับมารบกวนสัญญาณของจริง ทำให้ทั้งเส้นใช้งานไม่ได้ — สังเกตว่าตำราจงใจแสดงทั้งสามตัวคู่กัน เพราะต้องมีครบทั้งสามจึงจะใช้งานได้ ไม่ใช่แค่หัว BNC ธรรมดาอย่างเดียว (คำอธิบายเรื่องการสะท้อนที่ปลายบัสเป็นส่วนขยายเพื่อให้เห็นว่าทำไมต้องมีตัวปิดปลาย)
เลข 59 = 75 โอห์ม = ทีวี (จำว่า "59 ดูทีวี") ส่วน 58 กับ 11 = 50 โอห์ม = อีเทอร์เน็ต โดย 58 = Thin (บาง เลขน้อยกว่าเยอะ) และ 11 = Thick
9.3ใยแก้วนำแสง (Fiber Optic)
ใยแก้วนำแสงได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เพราะ:
- ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก
- ป้องกันการดักฟัง
- ป้องกันการเกิดครอสทอล์ก
- ให้แบนด์วิดท์ที่สูง
โดยทั่วไปใยแก้วนำแสงทำด้วยแก้วหรือพลาสติก ห่อหุ้มด้วย PVC หรือ Teflon
มีแค่ แกน (core) กับ cladding เท่านั้นที่เกี่ยวกับการนำแสง — ที่เหลืออีกสามชั้น (ส่วนรองรับการกระแทก · ใยสังเคราะห์เพื่อความแข็งแรง · ปลอกพลาสติกด้านนอก) มีไว้เพื่อความทนทานเชิงกลล้วน ๆ ซึ่งโยงตรงกับหัวข้อ 9.5.4 ที่บอกว่าสายทุกประเภทมีข้อจำกัดในการหัก งอ และดึงสาย
โครงสร้างและหลักการสะท้อนแสง
ภายในใยแก้วนำแสงจะเป็นฉนวน (dielectric) ทำด้วยแก้วหรือพลาสติก ทรงกระบอกเส้นผ่านศูนย์กลาง a มีค่าของดัชนีการสะท้อน (index of reflection) n1 เป็นแกนกลาง ภายนอกเป็นส่วนวัสดุหุ้ม (cladding) ทำด้วย dielectric มีดัชนีการสะท้อนเป็น n2
| สัญลักษณ์ | ความหมาย |
|---|---|
a | เส้นผ่านศูนย์กลางของแกนกลาง (core) |
n1 | ดัชนีการสะท้อนของแกนกลาง |
n2 | ดัชนีการสะท้อนของส่วนวัสดุหุ้ม (cladding) |
เนื่องจากค่าดัชนีการสะท้อนของแกนมีค่ามากกว่าของส่วนห่อหุ้ม ทำให้แสงเกิดการสะท้อนไปตามแนวของแกนของเส้นใยแก้วนำแสง — สัญญาณข้อมูลจะถูกแปลงเป็นคลื่นแสงแล้วส่งให้สะท้อนอยู่ภายใน
สองโหมดการส่ง: Multimode และ Single-mode
| โหมด | ลักษณะ | จุดที่ต้องจำ |
|---|---|---|
| Multimode | มีต้นกำเนิดแสงหลายต้นกำเนิดส่งเข้าไปในใยแก้วนำแสงเดียวกัน โดยแต่ละสัญญาณมีมุมในการตกกระทบที่แตกต่างกัน | ทำให้ด้านรับสามารถแยกสัญญาณที่รับได้ |
| Single-mode | มีเส้นผ่านศูนย์กลางที่เล็กกว่าแบบ multimode ทำให้แสงเดินทางภายในแกนได้ | ทางทฤษฎีสามารถส่งไปได้ถึง 10 กิโลเมตร |
สองชนิดตามวัสดุแกน: step-index และ graded-index
step-index
ค่าดัชนีของวัสดุที่เป็นแกนมีค่าคงที่ และเปลี่ยนไปแบบทันทีที่ส่วนของวัสดุที่ใช้ห่อหุ้ม (cladding)
graded-index
ค่าของดัชนีการสะท้อนของวัสดุที่ใช้ทำแกนเปลี่ยนแปลงตามแนวจากเส้นผ่านศูนย์กลางของใยแก้วนำแสง ทำให้การเดินทางของแสงมีลักษณะที่แตกต่างกัน
คอลัมน์ซ้ายสุดของรูปที่ 9.9 คือ Index Prefix — เป็นกราฟค่าดัชนีการสะท้อนเทียบตามหน้าตัด ซึ่งเป็นตัวบอกว่าอันไหน step-index อันไหน graded-index: ถ้ากราฟหักเป็นขั้นบันไดคือ step-index ถ้ากราฟโค้งนูนคือ graded-index ส่วนคอลัมน์ขวาสุดคือเส้นผ่านศูนย์กลางที่รูปกำกับไว้ให้:
| ชนิด (ตามรูปที่ 9.9) | Core | Cladding | เส้นทางของแสง |
|---|---|---|---|
| Single-mode step-index | 8–12 µm | 125 µm | เส้นตรงตามแกน |
| Multimode step-index | 50–200 µm | 125–400 µm | หักเป็นมุม สะท้อนซิกแซ็ก |
| Multimode graded-index | 50–100 µm | 125–140 µm | โค้งเป็นคลื่น |
ตำราเขียนว่า "single-mode จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางที่เล็กกว่าแบบ multimode" — ตัวเลขจากรูปที่ 9.9 ยืนยันตรง ๆ คือ 8–12 µm เทียบกับ 50–200 µm ต่างกันเป็นสิบเท่า และนี่คือเหตุผลที่แสงในแบบ single-mode วิ่งได้เกือบเป็นเส้นตรง จึงส่งได้ไกลถึง 10 กิโลเมตรทางทฤษฎี
ตารางที่ 9.4 — ขนาดของใยแก้วนำแสงแบบต่าง ๆ
ขนาดของเส้นใยแก้วนำแสงถูกกำหนดโดยขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางของแกน ต่อ เส้นผ่านศูนย์กลางของส่วนห่อหุ้ม
| Type | Core (µm) | Cladding (µm) | Mode |
|---|---|---|---|
| 50/125 | 50.0 | 125 | Multimode, graded index |
| 62.5/125 | 62.5 | 125 | Multimode, graded index |
| 100/125 | 100.0 | 125 | Multimode, graded index |
| 7/125 | 7.0 | 125 | Multimode, single mode |
ตัวเลขหน้า/หลัง คือ core/cladding เป็นไมโครเมตร — สังเกตว่า cladding เท่ากันหมดที่ 125 µm ต่างกันแค่ขนาดแกน และแกนที่เล็กที่สุดคือ 7 µm ซึ่งตรงกับที่หนังสือบอกว่า "single-mode มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า multimode"
การเชื่อมต่อ (หัวต่อใยแก้วนำแสง)
ในการเชื่อมต่อเส้นใยแก้วนำแสง หัวต่อของใยแก้วนำแสงได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตำราจึงยกมาเป็นตัวอย่างสองประเภท (ไม่ใช่ว่ามีแค่สองแบบในโลก)
SC — Subscriber Channel
ใช้สำหรับเคเบิลทีวี
ST — Straight-tip
ใช้สำหรับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก
9.4สายอากาศ
สายอากาศเป็นจุดส่งและจุดรับสัญญาณในการสื่อสารไร้สาย ไม่ว่าจะเป็น WLAN ที่พัฒนามาจากเครือข่ายแบบ LAN หรือการสื่อสารผ่านมือถือ
- การใช้สายอากาศที่มีอัตราการขยายที่สูง จะทำให้ส่งสัญญาณได้ดีขึ้น
- การเลือกสายอากาศที่ถูกประเภทกับสภาพแวดล้อม ทำให้การแพร่ของสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ใช้งานได้ดี
ประเภทของสายอากาศ — Antenna Pattern: E-plane และ H-plane
เนื่องจากสภาพการใช้งานของอุปกรณ์ไร้สายอาจมีความแตกต่างกัน จึงมีการออกแบบสายอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งานและสภาพแวดล้อม ทำให้การกระจายของสัญญาณมีลักษณะที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสายอากาศที่เลือกใช้
การกระจายที่เกิดขึ้นอยู่ในลักษณะสามมิติ ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงการกระจายในลักษณะที่เป็นสองมิติ จึงมีการใช้แผนภาพเพื่อแสดงทิศทางและรูปแบบของสัญญาณ เรียกว่า Antenna Pattern (แบบรูปกระจายคลื่นของสายอากาศ) แบ่งเป็นสองส่วน
| ระนาบ | อีกชื่อหนึ่ง | คือการตัดภาพสามมิติในแนวใด |
|---|---|---|
| Azimuth plane | H-plane | แนวนอน — พูดง่าย ๆ คือแนว x-y |
| Elevation plane | E-plane | แนวตั้ง — แนว x-z หรือ y-z |
ตัวย่อชวนสับสนมาก เพราะ E มาจาก Elevation (แนวตั้ง) แต่หลายคนอ่านเป็น "Even/แนวราบ" — วิธีกันพลาดคือดูรูปที่ 9.11 แล้วจำเป็นภาพ: H นอน (Horizontal ≈ H-plane ≈ Azimuth) · E ตั้ง (Elevation ≈ E-plane) ที่เหลือคือจำว่า Azimuth คู่กับ H และ Elevation คู่กับ E เท่านั้น
หากดูจากการกระจายของสัญญาณ เราแบ่งสายอากาศออกเป็น สองประเภท คือ Omnidirectional และ Directional
สายอากาศแบบ Omnidirectional
การแพร่กระจายของสายอากาศประเภทนี้จะเป็นการกระจายออกทุกทิศทาง ตัวอย่างคือสายอากาศแบบ Dipole ใช้เพื่อกระจายสัญญาณออกไปรอบ ๆ
- สายอากาศแบบ dipole โดยทั่วไปเรียกว่า half-wavelength (λ/2) dipole เนื่องจากเป็นสายอากาศที่มีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น ณ ความถี่ที่ใช้งานนั้น ๆ
- ประกอบด้วยเส้นลวดขนาดเล็กติดตั้งในแนวแกน z
- รูปการกระจายสามมิติมีลักษณะคล้ายรูปโดนัท โดยมีเสาอากาศอยู่ตรงกลางที่เป็นรูของโดนัท
- เมื่อตัดในแนวนอน (Azimuth-plane) จะได้ลักษณะการกระจายเป็นวงกลมกระจายออกทุกทิศทาง
ดูรูปที่ 9.12 (d) ให้ดี — Elevation plane ของไดโพลคอดเข้าหาศูนย์กลางที่ 90° และ 270° คือตรงหัวเสาและใต้เสาแทบไม่มีสัญญาณเลย (นี่คือ "รูของโดนัท") ดังนั้นคำว่า "กระจายออกทุกทิศทาง" ของ omnidirectional หมายถึงทุกทิศทางในแนวราบ (Azimuth) เท่านั้น ไม่ใช่ทุกทิศทางจริง ๆ ทั้งทรงกลม — ถ้าเอาไปแขวนเพดานตรงหัวคนแล้วคาดว่าคนที่อยู่ใต้เสาพอดีจะได้สัญญาณแรงสุด จะผิดทันที
สายอากาศแบบ Directional
มีการกระจายของคลื่นไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งเท่านั้น เพื่อการเชื่อมต่อแบบ point-to-point (จุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง) ตัวอย่างเช่น
- สายอากาศแบบ patch
- parabolic dishes (คล้ายจานรับสัญญาณดาวเทียม)
- yagi (คล้ายเสารับสัญญาณทีวี)
จากแบบรูปการกระจายคลื่นของ yagi จะเห็นว่าการกระจายของคลื่นจะออกไปในทิศทางหนึ่งเป็นหลัก และมีการกระจายข้างเคียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยรูปที่ 9.13 เรียงเหมือนรูปที่ 9.12 ทุกประการ คือ (a) ตัวสายอากาศ · (b) การกระจายสามมิติ · (c) Azimuth plane · (d) Elevation plane จึงเอามาวางเทียบกันได้เลย
ช่อง (c) Azimuth plane คือช่องตัดสิน — วงกลม = Omnidirectional (ไดโพล) · พูเดียวพุ่งไปทางเดียว = Directional (ยากิ) ถ้าข้อสอบเอากราฟโพลาร์มาให้แล้วถามว่าเป็นสายอากาศประเภทไหน ให้ดูช่องนี้ก่อนเสมอ
9.5ข้อคำนึงในการเลือกใช้สายสัญญาณ
การเลือกใช้ช่องสัญญาณถือเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้เกิดการทำงานของระบบที่มีประสิทธิภาพ หนังสือแบ่งปัจจัยที่ต้องพิจารณาเป็น 7 หัวข้อย่อย
9.5.1 คุณลักษณะของสายส่ง
ต้องเข้าใจคุณลักษณะของสายสัญญาณที่จะนำมาใช้ ได้แก่ แบนด์วิดท์ของสาย · เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดของสายที่อาจเกิดขึ้น · ระยะทางระหว่างอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ — ทั้งหมดเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทรูพุตของเน็ตเวิร์ก
ทั้งสามค่ามีความสัมพันธ์กัน เช่นสาย UTP หากต้องการแบนด์วิดท์สูงขึ้น ต้องส่งสัญญาณในช่วงความถี่ที่สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนการมอดูเลชันเพื่อให้ได้จำนวนบิตต่อสัญญาณ (symbol rate) ที่สูงขึ้น — แต่การใช้ความถี่ที่สูงขึ้นจะทำให้เกิดการลดทอนของสัญญาณมากขึ้น และความผิดพลาดที่สูงขึ้นตามไปด้วย
กรณีระบบไร้สาย แบนด์วิดท์มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก จาก:
- ข้อจำกัดในเรื่องช่วงความถี่ที่สามารถใช้ได้ และกฎระเบียบการควบคุมการใช้งานความถี่
- ลักษณะพื้นที่ใช้งาน และข้อจำกัดด้านกำลังส่งที่สามารถส่งได้ในแต่ละความถี่
- สภาพอากาศ เช่น ความชื้น ควัน และฝน มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการส่ง
การส่งที่ความถี่ต่ำของ Amplitude Modulation (AM) สามารถส่งผ่านผนังหรือสิ่งกีดขวางได้ แต่หากเป็นการส่งของไมโครเวฟ (Microwave) จะถูกลดทอนลงค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องส่งในลักษณะที่มองเห็นกันเท่านั้น (line of sight)
9.5.2 เวลาหน่วงของการแพร่ของข้อมูล
ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างเครื่องส่งและเครื่องรับ และคุณลักษณะของตัวกลางที่ใช้ — คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสุญญากาศมีความเร็ว 3×108 เมตรต่อวินาที แต่เคลื่อนที่ช้าลงในสายทองแดง หรือแม้แต่ในอากาศ
ตารางที่ 9.5 — ความเร็วของการเดินทางของสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
| ตัวกลาง | ความเร็ว (km/s) | เปอร์เซ็นต์เทียบกับความเร็วแสงในสุญญากาศ |
|---|---|---|
| สุญญากาศ | 300,000 | 100.00 |
| อากาศ | 299,890 | 99.97 |
| น้ำ | 226,000 | 75.33 |
| สายทองแดง (STP, UTP, โคแอคเชียล) | 180,000 – 240,000 | 60.00 – 80.00 |
| ไฟเบอร์ออฟติก | 205,000 | 68.33 |
| Teflon (ใช้ห่อหุ้มสาย) | 210,000 | 70.00 |
| Polyvinyl Chloride (ใช้ห่อหุ้มสาย) | 135,000 – 180,000 | 45.00 – 60.00 |
| Polyethylene และ Polypropylene (ใช้ห่อหุ้มสาย) | 135,000 – 180,000 | 45.00 – 60.00 |
หลายคนคิดว่า "ไฟเบอร์เร็วกว่าทองแดง" ในทุกมิติ — ไม่จริงในแง่ความเร็วการแพร่ ตารางที่ 9.5 บอกว่าไฟเบอร์ออฟติก 205,000 km/s (68.33%) ซึ่งช้ากว่าช่วงบนของสายทองแดง (240,000 km/s = 80%) ด้วยซ้ำ ที่ไฟเบอร์ชนะคือแบนด์วิดท์และระยะทาง ไม่ใช่ propagation speed · ตัวเลขนี้ใช้แทนค่าในสูตร Tprop = ระยะทาง ÷ ความเร็ว ของบทที่ 6 ได้ตรง ๆ
นอกจากคุณลักษณะและความยาวของสาย จำนวนโนดระหว่างทางยังมีผลค่อนข้างสูงกับเวลาหน่วง เพราะบางเน็ตเวิร์กต้องขยายสัญญาณ · มัลติเพล็ก · ใช้โพรโตคอลที่ต่างกัน · บีบและขยายข้อมูล · เข้ารหัส ทำให้เกิดเวลาหน่วงสูงขึ้น ยิ่งผ่านจำนวนโนดมากเท่าใด เวลาหน่วงยิ่งมากขึ้นเท่านั้น — การใช้สายเช่าเฉพาะ (Leased line) ทำให้มีเสถียรภาพและลดเวลาหน่วงลงได้ แต่ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
9.5.3 ความปลอดภัย
ข้อมูลในการสื่อสารบางครั้งต้องส่งผ่านไปยังเน็ตเวิร์กที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล การเข้ารหัสถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การสื่อสารแบบไร้สายถือว่ามีความปลอดภัยที่ต่ำ เนื่องจากผู้ใช้คนอื่นดักจับข้อมูลได้โดยง่ายเมื่อเทียบกับการสื่อสารด้วยสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดักจับข้อมูลบนใยแก้วนำแสง (ทำได้ยากที่สุด) แต่อาจมีปัญหาในการติดตั้งและค่าใช้จ่ายที่สูง
9.5.4 ความทนทาน (Mechanical Strength)
- ในการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็น UTP โคแอคเชียล หรือไฟเบอร์ออฟติก เราจำเป็นต้องหักหรืองอสายเพื่อหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางหรือเพื่อความสวยงาม ซึ่งสายทุกประเภทมีข้อจำกัดในการหัก งอ และดึงสาย
- สายไฟหรือสายไฟเบอร์ออฟติกยืดหรือหดตัวจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเวลาหน่วง โดยเฉพาะสายที่เดินบนเสาไฟฟ้า ซึ่งได้รับผลจากอุณหภูมิมากกว่าสายที่เดินใต้ดิน
- ในระบบดิจิทัลความเร็วสูง การเชื่อมต่อของสายยังอาจทำให้เกิดการสูญหายของข้อมูล และปัญหาของการซิงโครไนซ์สัญญาณ
- ระบบไร้สาย เช่นไมโครเวฟ ต้องติดตั้งในที่สูงเพื่อหลบสิ่งกีดขวาง (ต้นไม้หรือตึกสูง) การติดตั้งจึงต้องมั่นคงเพื่อรองรับแรงลม และอาคารที่ติดตั้งต้องทนต่อสภาพอากาศ
9.5.5 ขนาด
ขนาดของสายส่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการเดินสายในท่อ หรือเมื่อมีสายจำนวนมากต้องเดินบนรางสายไฟ ซึ่งอาจมีขนาดที่จำกัด เช่นเดียวกับการสื่อสารแบบไร้สาย เมื่อขนาดของสายอากาศทำให้ต้องการอุปกรณ์ช่วย โดยเฉพาะในสถานที่ติดตั้งที่อาจต้องทนแรงลม
9.5.6 ความสะดวกและรวดเร็วในการติดตั้ง
การเดินสายอาจทำให้เกิดความยุ่งยากในการผ่านจุดต่าง ๆ ในอาคาร การใช้การสื่อสารแบบไร้สายทำให้สะดวกต่อการติดตั้ง อย่างไรก็ตามต้องพิจารณาถึงการครอบคลุมพื้นที่ และการเคลื่อนย้ายของผู้ใช้จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
9.5.7 ค่าใช้จ่าย
สิ่งที่สำคัญสุดคือค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ การจัดหา · การติดตั้ง · การใช้งาน · การดูแลรักษา รวมไปถึงการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม
| การสื่อสารแบบมีสาย | การสื่อสารแบบไร้สาย | |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายเกิดจาก | การเตรียมท่อเพื่อร้อยสายไฟ · การลากสาย · การติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ | การจัดเตรียมที่ตั้ง · ตำแหน่งการติดตั้งสายอากาศ · การขออนุญาตใช้ช่วงความถี่ |
| สรุป | อาจต้องใช้แรงงานจำนวนมาก | อาจยุ่งยาก (ขออนุญาต) แต่ค่อนข้างสะดวกในการติดตั้ง |
รวมกรณีที่ "สายมีปัญหา" — ทุกตัวอย่างความผิดพลาดที่ตำราบทนี้ยกไว้
บทนี้ไม่ได้มีโจทย์คำนวณ แต่มีกรณีที่ทำให้การส่งพังกระจายอยู่ทั่วบท ซึ่งมักโดนถามในรูป "เพราะอะไรถึงเกิด…" หรือ "จะเลือกใช้อะไรในสถานการณ์นี้" — ตารางนี้รวบไว้ที่เดียว พร้อมระบุว่ามาจากหัวข้อไหน
| อาการ / ปัญหา | เกิดจากอะไร | ผลที่ตามมา | มาจากหัวข้อ |
|---|---|---|---|
| ครอสทอล์ก (Crosstalk) | สนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่เท่ากันของสายสัญญาณที่เดินคู่ขนานไปด้วยกัน มีการเหนี่ยวนำ (induce) ต่อกัน | ความเร็วของสัญญาณไม่เป็นไปอย่างที่ควร และระยะทางที่ส่งได้ลดลง | 9.1 |
| ตีเกลียวน้อยเกินไป | จำนวนของการพันต่อความยาวมีผลต่อความสมดุลของสัญญาณ | ยิ่งพันน้อย ยิ่งเกิดครอสทอล์กมาก คุณภาพของสัญญาณตก | 9.1 |
| สัญญาณรบกวนจากภายนอก | UTP ไม่มีแผ่นโลหะห่อหุ้ม (ส่วน STP มีแผ่นอลูมิเนียมบาง) | UTP ทนสัญญาณรบกวนภายนอกได้แย่กว่า — แต่ยังนิยมกว่าเพราะเล็กและถูก | 9.1 |
| ดันแบนด์วิดท์สูงขึ้นแล้วสายแย่ลง | อยากได้แบนด์วิดท์สูงขึ้นต้องใช้ความถี่สูงขึ้น หรือเปลี่ยนมอดูเลชันให้ได้ symbol rate สูงขึ้น | การลดทอนของสัญญาณมากขึ้น และความผิดพลาดสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการส่งที่ความถี่ต่ำ | 9.5.1 |
| ไร้สายเจอสภาพอากาศ | ความชื้น ควัน และฝน | มีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการส่งสัญญาณ | 9.5.1 |
| ไมโครเวฟโดนสิ่งกีดขวาง | คลื่นความถี่สูงทะลุสิ่งกีดขวางได้แย่ (ต่างจาก AM ที่ความถี่ต่ำซึ่งส่งผ่านผนังได้) | ถูกลดทอนลงค่อนข้างสูง จนต้องส่งแบบมองเห็นกันเท่านั้น (line of sight) | 9.5.1 |
| ยิ่งผ่านโนดมาก ยิ่งช้า | ระหว่างทางต้องขยายสัญญาณ · มัลติเพล็ก · แปลงโพรโตคอล · บีบ/ขยายข้อมูล · เข้ารหัส | เวลาหน่วงสูงขึ้นตามจำนวนโนด (แก้ด้วย Leased line ได้ แต่แพงขึ้น) | 9.5.2 |
| ข้อมูลถูกดักจับ | ข้อมูลต้องผ่านเน็ตเวิร์กที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา และไร้สายดักจับได้ง่าย | ต้องเข้ารหัส — ใยแก้วนำแสงดักจับยากที่สุด แต่ติดตั้งยากและแพง | 9.5.3 |
| หัก งอ หรือดึงสายเกินพิกัด | ต้องงอสายเพื่อหลบสิ่งกีดขวางหรือเพื่อความสวยงาม แต่สายทุกประเภทมีข้อจำกัด | สายเสียหาย — ในใยแก้วนำแสงคือแกนแก้วร้าว จึงต้องมีชั้นรองรับการกระแทกและใยสังเคราะห์เพื่อความแข็งแรง (รูปที่ 9.8) | 9.5.4 |
| อุณหภูมิเปลี่ยน แล้ว delay เปลี่ยน | สายไฟหรือไฟเบอร์ยืด/หดตัวจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ โดยเฉพาะสายที่เดินบนเสาไฟฟ้า | ค่าเวลาหน่วงการส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลง (สายใต้ดินโดนผลน้อยกว่า) | 9.5.4 |
| จุดต่อสายในระบบความเร็วสูง | การเชื่อมต่อของสายในระบบดิจิทัลความเร็วสูง | ข้อมูลสูญหาย และเกิดปัญหาการซิงโครไนซ์สัญญาณ | 9.5.4 |
| เสาไมโครเวฟโดนลม | ต้องติดตั้งในที่สูงเพื่อหลบต้นไม้และตึกสูง | ต้องติดตั้งให้มั่นคงรองรับแรงลม และอาคารต้องทนสภาพอากาศ | 9.5.4 |
| สายใหญ่เกินท่อ / รางสายไฟ | ขนาดของสายส่ง เมื่อมีสายจำนวนมาก | เดินสายในท่อหรือบนรางไม่ได้ — ฝั่งไร้สายก็เจอปัญหาเดียวกันจากขนาดของสายอากาศ | 9.5.5 |
| เลือกสายอากาศผิดกับพื้นที่ | รูปทรงของ antenna pattern ไม่ตรงกับรูปทรงของพื้นที่ใช้งาน | สัญญาณครอบคลุมพื้นที่ใช้งานไม่ทั่วถึง — คือคำถามท้ายบทข้อ 8 ตรง ๆ | 9.4 / 9.7 |
ถ้าโจทย์เขียนว่า "สายลิงก์ขึ้นแต่ช้าและหลุดบ่อย" ให้นึกถึงครอสทอล์ก / การเข้าหัวผิดคู่ · ถ้าเขียนว่า "ฝนตกแล้วสัญญาณตก" คือข้อจำกัดของ unguided media (9.5.1) · ถ้าเขียนว่า "เพิ่มความเร็วแล้ว error เยอะขึ้น" คือความถี่สูงขึ้น → ลดทอนมากขึ้น (9.5.1) · ถ้าเขียนว่า "ข้อมูลรั่ว" คือ9.5.3 ต้องเข้ารหัส
9.6สรุป
บทนี้เน้นถึงอุปกรณ์ที่สำคัญต่าง ๆ ในระบบสื่อสาร เช่น ฮับ สวิตช์ เร้าเตอร์ เพื่อให้ทราบถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสร้างเน็ตเวิร์ก รวมถึงสายส่งประเภทต่าง ๆ ได้แก่ สายตีเกลียวแบบต่าง ๆ ไฟเบอร์ออฟติก เป็นต้น ซึ่งแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันในลักษณะหน้าที่การทำงาน ประสิทธิภาพ และราคา — การเลือกอุปกรณ์ในเน็ตเวิร์กควรมีความเหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณ เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด
9.7คำถามท้ายบท (พร้อมเฉลย)
คิดคำตอบในหัวก่อน แล้วค่อยกดเปิดเฉลย — เฉลยอ้างอิงเนื้อหาจากบทที่ 8 และบทที่ 9 (ข้อ 1–3 เป็นเนื้อหาบทที่ 8)
1. ข้อได้เปรียบของสวิตช์เมื่อเทียบกับฮับคืออะไร
- ไม่ flood ทุกพอร์ต — ฮับส่งข้อมูลออกไปทุกพอร์ตยกเว้นพอร์ตที่ส่ง แม้เป็นยูนิคาสต์ ส่วนสวิตช์ส่งไปยังพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งเท่านั้น เพราะเรียนรู้ physical address ไว้
- สื่อสารพร้อมกันได้โดยไม่ชน — ถ้า A คุยกับ B และ D คุยกับ C พร้อมกัน ฮับจะทำให้เฟรมของ A และ D ชนกัน และทั้งคู่ต้องส่งใหม่ แต่สวิตช์ทำให้ทั้งสองคู่สื่อสารพร้อมกันได้
- แบ่ง collision domain ได้ — สวิตช์แบ่งเน็ตเวิร์กหนึ่ง ๆ ออกเป็นหลาย collision domain ในขณะที่ฮับทั้งตัวเป็นโดเมนเดียว
- โดยรวมคือประสิทธิภาพดีกว่า และปัจจุบันราคาลดลงจนมาแทนที่ฮับได้
2. บริดจ์ สวิตช์ ฮับ ต่างกันอย่างไร จงอธิบาย
| ฮับ | บริดจ์ | สวิตช์ | |
|---|---|---|---|
| เลเยอร์ | ฟิสิคอล | ดาต้าลิงก์ | ดาต้าลิงก์ |
| ตัดสินใจส่งอย่างไร | ส่งออกทุกพอร์ตยกเว้นพอร์ตที่ส่ง (ภายในเป็นบัส) | ดู physical address แล้วส่งต่อ/ทิ้ง | เหมือนบริดจ์ (เรียนรู้ MAC และฟอร์เวิร์ดเช่นเดียวกัน) |
| ฐานการทำงาน | ทวนสัญญาณ (multi-port repeater) | ซอฟต์แวร์ | ฮาร์ดแวร์ ชิป ASIC |
| จำนวนพอร์ต | อย่างน้อย 4 | 2–3 พอร์ต | 4 พอร์ตหรือมากกว่า |
| Spanning-Tree | — | มีได้ 1 เท่านั้น | มีได้ มากกว่า 1 |
| แยก collision domain | ไม่ | ใช่ | ใช่ |
สรุปสั้น: ฮับ = ทวนสัญญาณโง่ ๆ ทั้งตัวเป็นโดเมนเดียว · บริดจ์ = ฉลาดแล้วแต่พอร์ตน้อยและเป็นซอฟต์แวร์ · สวิตช์ = บริดจ์ที่มีพอร์ตเยอะและทำด้วยฮาร์ดแวร์
3. การทำงานของสวิตช์แบบ Store-and-forward และ Cut-through ต่างกันอย่างไร
- Store-and-forward — สวิตช์จะบัฟเฟอร์ที่พอร์ตขาเข้าจนกระทั่งครบเฟรมก่อน เพื่อตรวจสอบความผิดพลาด แล้วจึงส่งต่อไปยังบัฟเฟอร์ของพอร์ตขาออก · ข้อดี ลดการใช้แบนด์วิดท์ในเน็ตเวิร์กที่มีความผิดพลาดสูง · ข้อเสีย ต้องรอจนครบเฟรม จึงเกิดความล่าช้า
- Cut-through — สวิตช์อ่านจนถึงตำแหน่งแอดเดรสของภาคส่งและภาครับเท่านั้น (อีเทอร์เน็ต = 12 ไบต์แรก) แล้วส่งต่อทันที ทำให้พอร์ตรับเฟรมถัดไปได้เลย · ข้อดี ความเร็ว · ข้อเสีย หากเฟรมมีความผิดพลาดจะสิ้นเปลืองแบนด์วิดท์
แก่น: ต่างกันที่ อ่านเฟรมมากแค่ไหนก่อนตัดสินใจส่ง — ทั้งเฟรม (ตรวจ error ได้ แต่ช้า) หรือ 12 ไบต์แรก (เร็ว แต่ปล่อยเฟรมเสียผ่านไป)
4. สายส่งแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
2 กลุ่มหลัก
- Guided Media — สายส่งเพื่อส่งไปในทิศทางที่กำหนด ได้แก่ สายตีเกลียวคู่ (Twisted-pair), Coaxial cable, เส้นใยแก้วนำแสง
- Unguided Media — ส่งสัญญาณโดยไม่มีการควบคุมทิศทาง ได้แก่ Radio waves, Microwaves, Infrared
ถ้าโจทย์ถามต่อว่า "แล้วสายตีเกลียวคู่แบ่งได้อีกกี่แบบ" ตอบ 2 แบบ คือ STP และ UTP
5. สัญญาณแบบ UTP และ STP ต่างกันอย่างไร
- STP (Shielded Twisted-pair) — มีการป้องกันสัญญาณรบกวนโดยใช้แผ่นอลูมิเนียมบางห่อหุ้มด้านนอกอีกครั้ง · ข้อดี ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้ดี · ข้อเสีย ไม่นิยมใช้ เพราะปัญหาด้านขนาดและราคา
- UTP (Unshielded Twisted-pair) — ไม่มีส่วนของแผ่นโลหะ · ได้รับความนิยมสูงกว่า เพราะขนาดเล็กและราคาถูกกว่า
ทั้งคู่ยังคงตีเกลียวเหมือนกันเพื่อลดครอสทอล์กระหว่างสายภายในเส้นเดียวกัน — ชีลด์ของ STP มีไว้กันสัญญาณรบกวนจากภายนอก ต่างหน้าที่กัน
6. การส่งข้อมูลของใยแก้วนำแสงมีกี่โหมด อะไรบ้าง อธิบาย
2 โหมด
- Multimode — มีต้นกำเนิดแสงหลายต้นกำเนิดส่งเข้าไปในใยแก้วนำแสงเดียวกัน โดยแต่ละสัญญาณมีมุมตกกระทบที่แตกต่างกัน ทำให้ด้านรับแยกสัญญาณที่รับได้
- Single-mode — เส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าแบบ multimode ทำให้แสงเดินทางภายในแกนได้ ทางทฤษฎีส่งได้ถึง 10 กิโลเมตร
ถ้าโจทย์ถามต่อเรื่องชนิดตามวัสดุแกน ตอบอีก 2 ชนิด:
- step-index — ค่าดัชนีของแกนคงที่ และเปลี่ยนแบบทันทีที่ cladding
- graded-index — ค่าดัชนีการสะท้อนของแกนเปลี่ยนแปลงตามแนวจากเส้นผ่านศูนย์กลาง ทำให้เส้นทางแสงโค้งแทนที่จะหักเป็นมุม
7. เราสามารถที่จะเชื่อมสายแบบ UTP ได้กี่แบบ แต่ละแบบมีจุดประสงค์เพื่ออะไร
2 แบบ
- การเข้าหัวแบบสายตรง (Straight-through cable) — เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างประเภทกัน เช่น เร้าเตอร์กับสวิตช์หรือฮับ, สวิตช์กับฮับ
- การเข้าหัวแบบสายไขว้ (Crossover cable) — เชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ประเภทเดียวกัน เช่น คอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์ หรือระหว่างสวิตช์
เสริม: การจัดเรียงขาของสายตรงทำได้ 2 มาตรฐาน คือ TIA/EIA 568A และ TIA/EIA 568B — ใช้อันไหนก็ได้ ตราบใดที่เน็ตเวิร์กทั้งหมดใช้มาตรฐานเดียวกัน
8. จะติดตั้งสายอากาศให้สัญญาณทั่วถึงใน (ก) ห้องประชุม (ข) ระเบียงยาว — ใช้สายอากาศประเภทใด เพราะอะไร
- (ก) ห้องประชุม → สายอากาศแบบ Omnidirectional (เช่น dipole)
เหตุผล: ผู้ใช้กระจายอยู่รอบตัวสายอากาศทุกทิศทาง ในพื้นที่ที่กว้างพอ ๆ กันทุกด้าน สายอากาศแบบ omnidirectional มีการแพร่กระจายออกทุกทิศทาง โดยเมื่อตัดใน Azimuth-plane จะได้วงกลม จึงครอบคลุมทั้งห้องได้สม่ำเสมอเมื่อวางไว้กลางห้อง (การกระจายสามมิติมีลักษณะคล้ายโดนัท — แผ่ออกด้านข้างรอบตัว) - (ข) ระเบียงยาว → สายอากาศแบบ Directional (เช่น patch หรือ yagi)
เหตุผล: ระเบียงเป็นพื้นที่ยาวแคบไปทางเดียว จึงต้องการการกระจายไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งเท่านั้น ตามแนวความยาว — ถ้าใช้ omnidirectional จะเสียกำลังส่งไปกับผนังทั้งสองด้านโดยเปล่าประโยชน์ ในขณะที่ directional เหมาะกับการเชื่อมต่อแบบ point-to-point และมีการกระจายข้างเคียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้ส่งได้ไกลตลอดแนวระเบียง
หลักคิดที่ใช้ตอบข้อนี้: "เลือกสายอากาศที่ถูกประเภทกับสภาพแวดล้อม ทำให้การแพร่ของสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ใช้งานได้ดี" — รูปทรงของพื้นที่เป็นตัวกำหนดรูปทรงของ antenna pattern ที่ต้องการ
เช็คความเข้าใจ
- Guided (twisted-pair, coax, fiber) vs Unguided (radio, microwave, infrared)
- ตีเกลียว → ลด crosstalk · STP = มีแผ่นอลูมิเนียม แพง/ใหญ่ ไม่นิยม · UTP = ไม่มีโลหะ เล็ก ถูก นิยมกว่า
- Cat: 1 โทรศัพท์ · 2 T-1 · 3 = 10 Mbps · 4 Token Ring · 5 = 100 · 5e ถึงจิกะบิต · 6 = 200 Mbps
- สายตรง = อุปกรณ์ต่างประเภท · สายไขว้ = อุปกรณ์ประเภทเดียวกัน · 568A/568B ต่างกันแค่ขา 1, 2, 3, 6
- Coax: RG-59/75Ω/CableTV · RG-58/50Ω/Thin · RG-11/50Ω/Thick · หัวต่อ BNC 3 แบบ
- Fiber: n2 < n1 · multimode vs single-mode (10 กม.) · step-index vs graded-index · หัวต่อ SC (เคเบิลทีวี) / ST (เน็ตเวิร์ก)
- ขนาดแกนจากรูปที่ 9.9: single-mode 8–12 µm · multimode step-index 50–200 µm · multimode graded-index 50–100 µm (cladding ในตารางที่ 9.4 = 125 µm ทุกแบบ)
- ชั้นของสาย: โคแอคเชียล 4 ชั้น (ลวดทองแดง → ฉนวน → ลวดตาข่าย shield → ฉนวนหุ้มภายนอก) · ไฟเบอร์ 5 ชั้น (แกน → cladding → ส่วนรองรับการกระแทก → ใยสังเคราะห์ → ปลอกพลาสติกด้านนอก)
- สายอากาศ: H-plane = Azimuth = แนวนอน · E-plane = Elevation = แนวตั้ง · Omni = dipole (λ/2), โดนัท, Azimuth เป็นวงกลม · Directional = patch/parabolic/yagi, point-to-point, Azimuth เป็นพูเดียว
- เลือกสาย 7 ข้อ: คุณลักษณะสาย · เวลาหน่วง · ความปลอดภัย · ความทนทาน · ขนาด · ความสะดวกในการติดตั้ง · ค่าใช้จ่าย
- กรณีที่พัง (ตารางรวมท้ายหัวข้อ 9.5): ครอสทอล์ก · ความถี่สูงขึ้น = ลดทอนและ error มากขึ้น · ฝน/ความชื้น/ควัน · ไมโครเวฟต้อง line of sight · โนดเยอะ = delay เยอะ · ไร้สายถูกดักฟังง่าย · หัก/งอ/ดึงสาย · อุณหภูมิทำ delay เปลี่ยน · จุดต่อสายทำข้อมูลหายและ sync พัง