Cisco Academy · Checkpoint 2

Checkpoint 2 — แนวคิดเรื่อง Ethernet

ข้อสอบรวม Module 4–7 — ชั้นกายภาพ สื่อกลาง เฟรม MAC address ตาราง MAC วิธีสวิตช์เฟรม และ ARP 65 ข้อ แปลไทยครบทุกตัวเลือกพร้อมเฉลยว่าทำไมข้ออื่นผิด

65 ข้อ ตอบหลายตัว 19 ข้อ เชื่อมกับ บท 8 อุปกรณ์ · บท 14 Ethernet · บท 15 STP · บท 16 VLAN · บท 17 ARP
วิธีใช้หน้านี้

โหมดอ่าน = เห็นเฉลยทุกข้อทันที เหมาะกับรอบแรก · โหมดทำข้อสอบ = กดเลือกคำตอบเอง แล้วค่อยเฉลย พร้อมนับคะแนน (คำตอบถูกบันทึกไว้ในเครื่อง) · ทุกข้อกดดู โจทย์ภาษาอังกฤษต้นฉบับ ได้ เพราะข้อสอบจริงอาจเป็นภาษาอังกฤษ

สรุปสาระสำคัญก่อนลงมือทำ

ชุดนี้คือ Checkpoint Exam: Ethernet Concepts (Modules 4–7) รวมเรื่อง ชั้นกายภาพ (สื่อกลาง สาย สัญญาณรบกวน) + ชั้น data link (เฟรม โทโพโลยี การเข้าใช้สื่อกลาง) + Ethernet และการสวิตช์ (MAC address ตาราง MAC วิธี forward) เกือบทั้งหมดเป็นข้อสอบ “จำนิยาม + แยกคำที่คล้ายกัน” ไม่มีคำนวณ ถ้าจำตารางทั้ง 9 หัวข้อข้างล่างได้ก็เก็บได้เกือบเต็ม เนื้อหาเชิงลึกอ่านต่อที่ บท 8 อุปกรณ์ · บท 14 Ethernet · บท 17 ARP

1. Ethernet MAC frame — ทุกฟิลด์ ต้องจำขนาดได้

ฟิลด์ขนาดอยู่ส่วนไหนหน้าที่
Preamble7 ไบต์นำหน้าเฟรมลาย 10101010 ซ้ำ ๆ ใช้ ซิงค์นาฬิกา ของผู้รับกับผู้ส่ง
SFD (Start Frame Delimiter)1 ไบต์นำหน้าเฟรม10101011 — บอกว่า “เฟรมจริงเริ่มตรงนี้”
Destination MAC6 ไบต์headerปลายทางบนเซกเมนต์นี้ — สวิตช์ใช้ตัดสินว่าจะส่งออกพอร์ตไหน
Source MAC6 ไบต์ต้นทางบนเซกเมนต์นี้ — สวิตช์ใช้ตัวนี้เรียนรู้และสร้างตาราง MAC
Type / Length2 ไบต์บอกโพรโตคอลชั้น 3 ที่ห่ออยู่ข้างใน — 0x0800 = IPv4, 0x86DD = IPv6, 0x0806 = ARP (ฟิลด์นี้คือส่วนที่ LLC ใส่ให้)
Data / Payload46–1500 ไบต์ตัวข้อมูลPDU ชั้น 3 ทั้งก้อน (IP header + ข้อมูล) · ถ้าสั้นกว่า 46 ต้อง เติม padding
FCS (Frame Check Sequence)4 ไบต์trailerเก็บค่า CRC — ผู้รับคำนวณใหม่แล้วเทียบ ไม่ตรง = ทิ้งเฟรม (ไม่ซ่อม ไม่ขอส่งใหม่)
ตัวเลขที่ต้องท่อง

ขนาดเฟรม Ethernet = 64 ถึง 1518 ไบต์ (นับตั้งแต่ Destination MAC ถึง FCS ไม่นับ preamble/SFD) · เล็กกว่า 64 = runt / collision fragment → ทิ้ง · ใหญ่กว่า 1518 = jumbo / giant → ทิ้ง · MTU ของ Ethernet = 1500 ไบต์ (ขนาด payload สูงสุด) · เฟรมทุกชนิดในโลกมี 3 ส่วนเหมือนกันเสมอ: header → data → trailer

2. MAC address — 48 บิต และการอ่านชนิดของแอดเดรส

MAC address ยาว 48 บิต = 6 ไบต์ = เลขฐานสิบหก 12 ตัว เผาไว้ใน ROM ของ NIC (จึงเรียก burned-in address / physical address) แบ่งครึ่งเป็น

ครึ่งหน้า 24 บิตครึ่งหลัง 24 บิต
OUI (Organizationally Unique Identifier) — IEEE แจกให้ผู้ผลิตแต่ละราย ดูจากตรงนี้ก็รู้ว่าใครผลิต เลขประจำตัวที่ผู้ผลิตกำหนดเอง ห้ามซ้ำภายในยี่ห้อเดียวกัน
ชนิดหน้าตาใครรับสวิตช์ทำอย่างไร
UnicastMAC ของเครื่องนั้นโดยเฉพาะ เช่น 5C-26-0A-4B-19-3Eเครื่องเดียวถ้ามีในตาราง MAC → ส่งออกพอร์ตนั้นพอร์ตเดียว (forward) · ถ้าไม่มี → flood ออกทุกพอร์ต ยกเว้นพอร์ตที่รับเข้ามา
Multicastขึ้นต้นด้วย 01-00-5E (สำหรับ IPv4 multicast) เช่น 01-00-5E-00-00-03กลุ่มที่สมัครไว้flood ออกทุกพอร์ต ยกเว้นพอร์ตขาเข้า (ถ้าไม่มี IGMP snooping)
BroadcastFF-FF-FF-FF-FF-FF (48 บิต เป็น 1 ทั้งหมด)ทุกเครื่องใน LAN/VLAN เดียวกันflood ออกทุกพอร์ต ยกเว้นพอร์ตขาเข้า เสมอ ไม่ต้องเปิดตาราง MAC ดูเลย
จุดที่คนพลาดบ่อย — โฮสต์ ≠ สวิตช์

คำถามชอบถามสองแบบสลับกัน อ่านให้ดีว่าถาม “a switch receives…” หรือ “a host receives…”
• สวิตช์ ได้เฟรม broadcast/multicast → flood ออกทุกพอร์ตยกเว้นพอร์ตขาเข้า
• โฮสต์ ได้เฟรม broadcast → ประมวลผลเฟรมนั้นเอง (process) — โฮสต์ ไม่เคย forward หรือ flood เฟรมต่อให้ใคร
• โฮสต์ ได้เฟรม unicast ที่ปลายทางไม่ใช่ MAC ตัวเอง → ทิ้ง (discard) ทันที ไม่ส่งต่อ ไม่ตอบกลับ

3. สวิตช์ทำงานอย่างไร — learn / flood / forward / filter

ขั้นดูฟิลด์ไหนทำอะไร
1. Learn (เรียนรู้)Source MACจด “MAC ต้นทาง ↔ พอร์ตที่รับเข้ามา” ลงตาราง MAC (CAM table)
• ถ้ายังไม่มีในตาราง → เพิ่มรายการใหม่
• ถ้ามีอยู่แล้ว → รีเฟรช aging timer ของรายการนั้น (ไม่สร้างรายการซ้ำ) รายการที่ไม่ถูกใช้จนหมดเวลา (ปกติ 5 นาที) จะถูกลบทิ้ง
2. Forward (ส่งต่อ)Destination MACเจอในตาราง → ส่งออก เฉพาะพอร์ตนั้น
3. Flood (กระจาย)Destination MACไม่เจอในตาราง (unknown unicast) หรือเป็น broadcast/multicast → ส่งออก ทุกพอร์ตยกเว้นพอร์ตขาเข้า
4. Filter (กรอง)Destination MACปลายทางอยู่ พอร์ตเดียวกับที่รับเข้ามา → ไม่ต้องส่งไปไหน ทิ้งเฟรมนั้น

Memory buffering — สวิตช์พักเฟรมไว้ในบัฟเฟอร์ก่อนส่งออก มี 2 แบบ:

Port-based buffering

แต่ละพอร์ตมีคิวของตัวเอง ข้อเสียคือ เฟรมหัวคิวที่ติดพอร์ตปลายทางที่ยุ่งอยู่จะบล็อกเฟรมทั้งคิว

Shared memory buffering

ทุกพอร์ตใช้บัฟเฟอร์ก้อนเดียวกัน จำนวนเฟรมที่เก็บได้จำกัดด้วยขนาดหน่วยความจำรวม ไม่ใช่ต่อพอร์ต — เหมาะกับ asymmetric switching (พอร์ตความเร็วต่างกัน เช่น รับจาก 1000BASE-T ส่งออก 100BASE-T) เพราะดร็อปเฟรมน้อยกว่า

4. วิธีตัดสินใจส่งเฟรม — store-and-forward vs cut-through

วิธีรอรับแค่ไหนก่อนส่งต่อตรวจ error (CRC/FCS) ไหมLatency
Store-and-forwardทั้งเฟรมตรวจ — เฟรมเสียถูกทิ้ง ไม่ปล่อยออกเครือข่าย · จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ QoSสูงสุด
Cut-through (แม่ของสองแบบล่าง)แค่บางส่วนไม่ตรวจ — เฟรมเสียหลุดออกไปได้ต่ำ
  ↳ Fast-forwardแค่ 6 ไบต์แรก คือ Destination MACไม่ตรวจต่ำที่สุด
  ↳ Fragment-free64 ไบต์แรก (กรอง collision fragment ออกได้)ไม่ตรวจ CRC เต็มเฟรมต่ำ (สูงกว่า fast-forward เล็กน้อย)

ท่องสั้น ๆ: อยากได้ความถูกต้อง = store-and-forward · อยากได้ความเร็ว (HPC) = cut-through/fast-forward · ข้อไหนพูดถึง “CRC” หรือ “ตรวจ error” คำตอบคือ store-and-forward เสมอ

5. Duplex และ auto-MDIX

โหมดทำอะไรได้ต้องแย่งสื่อกลางไหม
Half-duplexส่งหรือรับได้ทีละทิศ ผลัดกันต้อง — ใช้ CSMA/CD ตรวจจับการชน (collision) ยังมี collision domain
Full-duplexส่งและรับพร้อมกัน ใช้คู่สาย/เส้นใยคนละเส้นสำหรับแต่ละทิศไม่ต้อง — ไม่มีการชน CSMA/CD ถูกปิด ได้แบนด์วิดท์เต็มทั้งสองทาง

Auto-MDIX = ความสามารถของอินเทอร์เฟซในการ ตรวจว่าฝั่งตรงข้ามต้องใช้สาย straight-through หรือ crossover แล้วสลับขา TX/RX ให้เอง จึงเสียบสายอะไรก็ติด (เปิดใช้เป็นค่าเริ่มต้นบนสวิตช์รุ่นใหม่ · สั่งเองด้วย mdix auto)
ระวังสับสน: auto-MDIX = เรื่องชนิดสาย · autonegotiation = เรื่องความเร็วและduplex — คนละอย่างกัน

สวิตช์ใหม่ 2 ตัว ต่อกันด้วยสาย straight-through แล้วเป็นอย่างไร

ติดปกติ เพราะ auto-MDIX เปิดอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนเป็น crossover · แล้ว autonegotiation จะเจรจาได้ ความเร็วสูงสุดที่ทั้งสองฝั่งรองรับร่วมกัน (ไม่ใช่ต่างคนต่างวิ่งความเร็วตัวเอง) และได้ full-duplex

6. ชั้น data link แบ่งเป็น 2 sublayer — LLC กับ MAC

LLC (Logical Link Control)MAC (Media Access Control)
มาตรฐานIEEE 802.2IEEE 802.3 (Ethernet), 802.11 (Wi-Fi)
ทำด้วยอะไรซอฟต์แวร์ (ไดรเวอร์ NIC)ฮาร์ดแวร์ (วงจรใน NIC)
คุยกับใครชั้นบน (network layer)ชั้นล่าง (physical layer / สื่อกลาง)
หน้าที่ (ออกสอบซ้ำ ๆ)• ใส่ข้อมูลควบคุมชั้น 2 ลงใน PDU ของโพรโตคอลชั้นเครือข่าย
• ใส่ฟิลด์ระบุว่าเฟรมนี้ห่อโพรโตคอลชั้น 3 ตัวไหน
• ⇒ ทำให้ IPv4 และ IPv6 ใช้ network interface และสื่อกลางเดียวกันได้
• ควบคุม NIC ที่รับ-ส่งข้อมูลบนสื่อกลางจริง
• ใส่ trailer (FCS/CRC) เพื่อตรวจจับข้อผิดพลาด
• ใส่ MAC address (data link addressing) และ preamble/delimiter เพื่อ synchronization
• ผนวกเทคโนโลยีทางกายภาพหลากหลายชนิดเข้าด้วยกัน (integrates various physical technologies)
• กำหนดกฎการเข้าใช้สื่อกลาง เช่น CSMA/CD
ชุดนี้ถามซ้ำ 5–6 ข้อ

มีคำถาม “Which two functions are performed at the LLC / MAC sublayer?” หลายข้อ ตัวเลือกสลับกันไปมา ท่องเป็นคู่ ๆ ไปเลย:
LLC = “ใส่ control info ชั้น 2 ให้ PDU ชั้น 3” + “บอกว่าเป็นโพรโตคอลชั้น 3 ตัวไหน” + “ให้ IPv4/IPv6 ใช้ interface เดียวกันได้”
MAC = “คุม NIC ที่รับ-ส่งบนสื่อกลาง” + “ใส่ trailer ตรวจ error” + “ให้ data link addressing” + “delimit ฟิลด์ในเฟรม” + “ผนวกเทคโนโลยีกายภาพหลายชนิด” + “ทำ data encapsulation”

7. การเข้าใช้สื่อกลาง โทโพโลยี และ CSMA/CD

วิธีเข้าใช้สื่อกลางหลักการใช้ที่ไหน
Contention-based (แย่งกัน)ใครอยากส่งก็ส่ง แต่ต้องฟังก่อน ชนแล้วค่อยแก้ — มี collision ได้CSMA/CD = Ethernet มีสาย (half-duplex) · CSMA/CA = 802.11 ไร้สาย
Controlled access (ผลัดกัน) = deterministicแต่ละเครื่องมี “ตา” ของตัวเอง — ไม่มี collision เลย แต่ประสิทธิภาพตกเมื่อบางเครื่องไม่มีอะไรจะส่งToken Ring, Token Bus (ของเก่า)

CSMA/CD ทำงานทีละขั้น: 1 ทุกเครื่องต้องฟังก่อนส่งเสมอ (carrier sense) → 2 ว่างจึงส่ง พร้อมฟังต่อไปด้วย → 3 ถ้าตรวจพบการชน ส่ง jam signal ให้ ทุกเครื่อง รู้ → 4 เครื่องที่ชนกันเข้าสู่ backoff แบบสุ่ม (ไม่มีใครได้สิทธิ์ก่อน) แล้วลองใหม่

โทโพโลยีลักษณะ
Starอุปกรณ์ปลายทางทุกตัวต่อเข้าอุปกรณ์ตัวกลางศูนย์กลางตัวเดียว
Extended starดาวหลายวงต่อเข้าด้วยกัน — อุปกรณ์ตัวกลางศูนย์กลางต่อไปยังอุปกรณ์ตัวกลางศูนย์กลางตัวอื่นอีกที (LAN องค์กรจริงเป็นแบบนี้)
Full meshทุกจุดต่อถึงทุกจุด — ทนทานที่สุด แพงที่สุด
Partial meshเชื่อมสาขาบางแห่ง (ไม่ใช่ทุกแห่ง) เข้าหากัน ได้ high availability โดยไม่ต้องลากครบทุกคู่
Hub and spokeสาขาทั้งหมดต่อเข้าศูนย์กลางจุดเดียว ไม่มีเส้นทางสำรอง
Point-to-pointลิงก์เดี่ยวระหว่างอุปกรณ์สองตัว

8. ชั้นกายภาพ — ศัพท์ 4 ตัวที่สับสนที่สุด และสื่อกลาง 3 ชนิด

ศัพท์นิยามคีย์เวิร์ดในโจทย์
Bandwidthความจุสูงสุดในทางทฤษฎีของสื่อกลาง วัดเป็น bps/Mbps/Gbps“capacity at which a medium can carry data”
Throughputอัตราการส่งบิตที่วัดได้จริงในช่วงเวลาหนึ่ง — ต่ำกว่า bandwidth เสมอ เพราะปริมาณ traffic ชนิด traffic และ latency ของอุปกรณ์ที่ต้องผ่าน“measure of the transfer of bits across a medium over a given period of time”
Goodputข้อมูลที่ใช้ได้จริง (payload ของแอป) ต่อหน่วยเวลา = throughput ลบ overhead ของ header และการส่งซ้ำ“usable data”
Latencyเวลาทั้งหมดรวมดีเลย์ที่ข้อมูลใช้เดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง“amount of time, including delays”
Modulationกระบวนการที่คลื่นหนึ่ง (สัญญาณข้อมูล) ไป แก้ไขคุณสมบัติ (amplitude / frequency / phase) ของอีกคลื่นหนึ่ง (carrier)“one wave modifies another wave”

bandwidth > throughput > goodput เสมอ

สื่อกลางส่งอะไรเด่นด้อยใช้ที่ไหน
Copper cable (UTP/STP/coax)พัลส์ไฟฟ้าถูก ติดตั้งง่ายโดน EMI/RFI และ crosstalk · attenuation ไวตามระยะ (UTP จำกัด 100 ม.)horizontal cabling, PC ตั้งโต๊ะในสำนักงาน
Fiber-optic cableพัลส์แสงภูมิคุ้มกัน EMI/RFI 100% · แบนด์วิดท์สูงสุด · ไปได้ไกลสุดแพงกว่า ต้องใช้ทักษะและอุปกรณ์เฉพาะ ปลายสายเปราะbackbone ในองค์กร, เครือข่ายระยะไกล (long-haul), ใต้ทะเล
Air (ไร้สาย)คลื่นวิทยุ / ไมโครเวฟไม่ต้องเดินสาย เคลื่อนที่ได้ครอบคลุมจำกัด โดน RFI แชร์สื่อกลาง มีปัญหาความปลอดภัยguest access ในร้านกาแฟ, ห้องพักคอยในโรงพยาบาล
ปัญหาสัญญาณเกิดจากอะไร
Attenuationสัญญาณอ่อนลงเมื่อระยะทางเพิ่มขึ้น — แก้ด้วยการจำกัดความยาวสาย หรือใช้ repeater
Crosstalkสนามแม่เหล็กรอบเส้นลวดที่มีกระแสไหล ไปเหนี่ยวนำสัญญาณเข้าคู่สายข้าง ๆ ในสายเดียวกัน — แก้ด้วยการ บิดเกลียวคู่สายที่กระแสไหลสวนทางกัน ให้สนามหักล้าง (cancellation)
EMI / RFIสัญญาณรบกวนจากภายนอก เช่น มอเตอร์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ เตาไมโครเวฟ โทรศัพท์ไร้สาย — แก้ด้วย shielding, grounding หรือใช้ fiber
ชนิดสายหน้าตาชนิดสาย UTPใช้ต่ออะไร
UTP4 คู่สีบิดเกลียว หุ้มปลอกพลาสติกอ่อน ไม่มีฟอยล์/ลวดถักStraight-throughPC ↔ สวิตช์, สวิตช์ ↔ router (อุปกรณ์ต่างชนิด)
STP4 คู่ แต่ละคู่ห่อฟอยล์ แล้วห่อรวมด้วยลวดถัก/ฟอยล์อีกชั้นCrossoverอุปกรณ์ชนิดเดียวกัน: สวิตช์ ↔ สวิตช์, PC ↔ PC, router ↔ router
Coaxแกนทองแดงเส้นเดียว หุ้มฉนวน แล้วหุ้มตัวนำชั้นนอกRolloverสายคอนโซล (Cisco proprietary) — PC ↔ พอร์ต console ของ router/switch
Fiberเส้นใยแก้วใสบางมาก หุ้มพลาสติก มาเป็น คู่ (TX + RX) หัวต่อ ST/SC/LCปลายสาย UTP ต้องปอกเกลียวออกให้ สั้นที่สุด และย้ำปลอกพลาสติกไว้ในหัว RJ-45 — มองจากใต้หัวต้อง ไม่เห็นลวดสีเปลือย

9. ARP — หา MAC จาก IP

โฮสต์รู้ IP ปลายทาง แต่ต้องใส่ MAC ปลายทางลงเฟรมถึงจะส่งได้ ARP คือกลไกที่แปลง IP → MAC

ข้อความDestination MACส่งแบบไหนใครตอบ
ARP requestFF-FF-FF-FF-FF-FFbroadcast ทั้ง LAN — “ใครถือ IP นี้ ช่วยบอก MAC ที”ทุกเครื่องรับไปดู แต่ มีเจ้าของ IP นั้นเครื่องเดียวที่ตอบ
ARP replyMAC ของผู้ถามunicast ตอบกลับเฉพาะผู้ถาม—

ผลลัพธ์ถูกเก็บใน ARP table / ARP cache (ดูด้วย arp -a บน PC หรือ show ip arp บน router) แต่ละรายการมีอายุ หมดอายุแล้วถูกลบ ต้อง ARP ใหม่

จุดที่คนพลาดบ่อย — MAC เปลี่ยนทุก hop แต่ IP ไม่เปลี่ยน

เมื่อปลายทางอยู่ต่างเครือข่าย ผู้ส่งจะ ARP หา MAC ของ default gateway ไม่ใช่ MAC ของปลายทางจริง · ดังนั้นตลอดเส้นทาง Source/Destination IP คงเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ Source/Destination MAC ถูกเขียนใหม่ทุกครั้งที่ข้าม router · เจอโจทย์ถาม “destination MAC ตอนเฟรมออกจากเครื่อง X” ให้ถามตัวเองก่อนว่า “ปลายทางอยู่ subnet เดียวกันไหม” — ถ้าไม่ ตอบ MAC ของ gateway ฝั่งเดียวกับเครื่องนั้น · ARP request ที่เยอะเกินไปทำให้เกิด broadcast storm และ ARP มีช่องโหว่ให้ทำ ARP spoofing/poisoning ได้ เพราะไม่มีการยืนยันตัวตน

เก็บก่อนเข้าห้องสอบ

• เฟรม Ethernet = 64–1518 ไบต์ · MAC = 48 บิต · FCS = 4 ไบต์ ใน trailer · • สวิตช์เรียนรู้จาก source MAC ตัดสินใจส่งจาก destination MAC · • เจอ source MAC ที่มีอยู่แล้ว = รีเฟรช timer ไม่ใช่เพิ่มรายการใหม่ · • สวิตช์เจอ FF:FF:FF:FF:FF:FF หรือ 01:00:5E… = flood ทุกพอร์ตยกเว้นพอร์ตขาเข้า · • โฮสต์เจอ broadcast = process · โฮสต์เจอ unicast ที่ไม่ใช่ของตัวเอง = discard · • CRC / ตรวจ error = store-and-forward · latency ต่ำสุด = fast-forward · อ่าน 64 ไบต์แรก = fragment-free · • ไม่ต้อง media arbitration = full-duplex · สายอะไรก็เสียบติด = auto-MDIX · • LLC = 802.2 ซอฟต์แวร์ คุยกับชั้นบน ระบุโพรโตคอลชั้น 3 · MAC = 802.3 ฮาร์ดแวร์ คุม NIC ใส่ FCS · • ARP request = broadcast · ARP reply = unicast

ข้อสอบ 65 ข้อ