Lab 2 · มิถุนายน 2569

Configuring Basic Switch and Router Settings

แลปเครื่องจริง — ต่อ console เข้าอุปกรณ์ Cisco ด้วย screen (Mac ไม่มี PuTTY) ตั้งค่าพื้นฐานทั้ง switch และ router ทำ Serial ให้ link ขึ้น แล้วดักจับด้วย Wireshark ผ่าน port mirroring

อ่าน ~22 นาที ทำจริง ~2.5 ชม. ออกสอบข้อ 1 (15 คะแนน)
สรุปแลปนี้ใน 30 วินาที

ทำอะไร — แลปนี้ย้ายจากโลกจำลองมาที่อุปกรณ์จริง: รู้จักพอร์ตทุกชนิดบนตัวเครื่อง, ต่อสาย console เข้าไปตั้งค่า, config IP ให้ FastEthernet / GigabitEthernet / Serial, ทำ RIP, แล้วดักจับ packet ด้วย Wireshark ผ่าน monitor session

ได้อะไร — คำสั่งชุดเดียวกับที่ใช้ในข้อสอบข้อ 1 ทั้งหมด รวมทั้งวิธีทำให้ Serial link ขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่คนตกกันมากที่สุด

ออกสอบตรงไหน — ข้อ 1 (15 คะแนน) สั่งให้ส่ง show running-config, show mac-address-table และ show arp ทั้งสามคำสั่งอยู่ในแลปนี้ · และโจทย์บังคับว่า router ต้องเชื่อมกันผ่าน Serial → อ่าน §2.8 ให้แตก

2.1เป้าหมายและสิ่งที่ต้องส่ง

#สิ่งที่ใบแลปสั่งอยู่ที่ไหน
1เตรียมก่อนเข้าห้อง — ติดตั้ง Wireshark (Mac = รุ่น Arm + ChmodBPF), เครื่องมือต่อ console, ตั้ง IP และปิด Firewall ของเครื่องตัวเอง ไม่เตรียม = โดนหักคะแนน§2.2
2รู้จัก Console / Power / MGMT / Ethernet / Serial / Auxiliary port บนตัวอุปกรณ์จริง§2.3
3เปิดหน้า config ของ Router หรือ Switch บน Mac ด้วย screen§2.4
4โหมดการทำงาน ของ router และคำสั่งดูชื่อ interface§2.5
5Config IP ให้ FastEthernet / GigabitEthernet และ Serial (bandwidth, clock rate)§2.7 · §2.8
6Port Mirroring ด้วย monitor session แล้วดักจับด้วย Wireshark§2.11
7สร้าง network ตามรูปที่ 31–32 · ping ให้ครบ · ทำ RIP · ใช้ arp -a แล้วอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น§2.11
8คำถามท้ายการทดลอง — ใช้ show interface ทุกอุปกรณ์ แล้วอธิบายว่าแต่ละอุปกรณ์มี interface อะไรบ้าง§2.15
ตารางที่ 1 ของใบแลป — แทนค่า x = 3, y = 128 ให้แล้ว
Host NameE0S0S1Enable PWDSecret PWDConsole PWDVty PWD
LAB-A
Cisco 1841
192.3.128.1
FastEthernet 0/1
193.3.128.1
Serial0/1/0
—classdatacomLabLab
LAB-B
Cisco 4321
194.3.128.1
GigabitEthernet 0/0/1
—193.3.128.2
Serial0/1/1
classdatacomLabLab
PC1192.3.128.2——————
PC2192.3.128.3——————
PC3194.3.128.2——————
PC4194.3.128.3——————

Subnet Mask ทุกช่อง = 255.255.255.0 (/24) · gateway ของ PC1/PC2 = 192.3.128.1 และ ของ PC3/PC4 = 194.3.128.1 — ใบแลปย้ำว่า "อย่าลืมใส่ gateway ให้ PC โดย gateway คือ Interface ของสิ่งที่เราต้องการส่งไปหา"

2.2สิ่งที่ควรเตรียมก่อนเข้าห้อง

ใบแลปเขียนไว้ตรง ๆ ว่า "หากไม่ได้เตรียมก่อนเข้าแล็ปจะโดนหักคะแนน"

ติดตั้ง Wireshark

Wireshark คือโปรแกรมวิเคราะห์โปรโตคอลเครือข่าย (network protocol analyzer) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและถือเป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรม เป็นเครื่องมือฟรีและโอเพนซอร์สที่ช่วยให้ตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในเครือข่ายได้ละเอียดถึงระดับ packet

หน้าที่หลักของ Wireshark

  • ดักจับข้อมูล (Packet Capture) — ดักข้อมูลที่รับส่งผ่านเครือข่ายแบบเรียลไทม์จากหลากหลายอินเทอร์เฟซ เช่น Ethernet, Wi-Fi, Bluetooth
  • วิเคราะห์ข้อมูล (Packet Analysis) — แสดงรายละเอียดของแต่ละ packet แยกแยะตามโปรโตคอล
  • กรองข้อมูล (Filtering) — จำกัดการแสดงผลเฉพาะ packet ที่สนใจ ตามโปรโตคอล หมายเลข IP หรือพอร์ต
  • แสดงผลข้อมูล (Visualization) — นำเสนอในรูปแบบที่อ่านง่าย มีสถิติและกราฟ

ขั้นตอนติดตั้ง

Windows (ที่ใบแลปเขียน) — เข้า wireshark.org/download.html แล้วกด Next ไปเรื่อย ๆ จนติดตั้งเสร็จ

macOS (ของเรา) — ① เข้าเว็บเดียวกัน ② ในกรณีที่เป็นชิป M1 ขึ้นไป ให้เลือกดาวน์โหลดรูปแบบ Arm ③ ติดตั้งตามปกติ และให้ติดตั้ง ChmodBPF.pkg ด้วย

รูปหน้าจอของทุกขั้น (รูปที่ 1–8 ในใบแลปนี้ — ทั้งหน้าเว็บดาวน์โหลดที่ต้องเลือก macOS Arm Disk Image และหน้าจอ .dmg ที่มี Install ChmodBPF.pkg) อยู่รวมกันที่ หน้าติดตั้ง §0.7

จุดที่คนพลาดบ่อย — ChmodBPF

MacBook Air M2 เป็น Apple Silicon → ต้องเลือกรุ่น Arm · และถ้าไม่ลง ChmodBPF.pkg จะเปิด Wireshark ได้แต่ไม่เห็น interface สักอันเลย เพราะ macOS ให้สิทธิ์อ่าน /dev/bpf* เฉพาะ root ตรวจสอบด้วย id -Gn | grep access_bpf → วิธีลงละเอียด

เครื่องมือต่อ console

ใบแลปให้ลง PuTTY (ใส่หมายเลข IP server หรือ port ที่ต้องการ connect แล้วเลือกประเภทการเชื่อมต่อ ซึ่งในการทดลองจะเลือกแบบ Serial) — แต่ PuTTY ไม่มีบน macOS เราใช้ screen ที่ติดมากับเครื่องแทน ดู §2.4

ตั้ง IP Address และปิด Firewall ของเครื่องตัวเอง

ขั้นตอนของ Windows กับของ Mac ต่างกันทั้งหมด → ดูตารางเทียบที่ §2.12 · ใบแลปมีรูปหน้าจอ macOS ของขั้นนี้ไว้ให้แล้ว (รูปที่ 19–21) ไล่ทีละหน้าจอได้ที่ §2.12 → ตั้ง IP Address ของ Mac

2.3ส่วนประกอบของอุปกรณ์จริง

ใบแลปให้ดูรูปพอร์ตของ Router รุ่น 1841 และ 4321 กับ Switch รุ่น 3650 และ 2950 แล้วอธิบายพอร์ตทั้ง 8 ชนิด

ภาพถ่ายด้านหลังของ router Cisco 1841 เป็นแท่งสีดำแนวนอน มีลูกศรสีเหลืองชี้ไปยังช่องต่าง ๆ พร้อมข้อความกำกับ ลูกศรจากด้านบนชี้ลงมาที่ช่องคู่ตรงกลางค่อนซ้ายเขียนว่า Console Port ลูกศรชี้ที่สวิตช์สี่เหลี่ยมดำฝั่งขวาเขียนว่า Power Switch ลูกศรจากด้านล่างชี้ขึ้นไปที่ช่อง RJ-45 ฝั่งซ้ายเขียนว่า FastEthernet Port ถัดมาเขียนว่า Auxilary Port ลูกศรชี้ที่ช่องขาวสองช่องตรงกลางขวาเขียนว่า Serial Port และลูกศรชี้ที่ช่องเสียบไฟฝั่งขวาสุดเขียนว่า Power Cord Connection
รูปที่ 22 จากใบแลป Lab 2 — Port ต่าง ๆ ของ Router รุ่น 1841 · นี่คือ LAB-A ในการทดลอง — ใช้ FastEthernet 0/1 ต่อ LAN และ Serial0/1/0 ต่อไป LAB-B · สังเกตว่า 1841 เป็นรุ่นเก่า จึงใช้ Power Cord แบบสายไฟบ้านและมี Auxiliary Port
ภาพถ่ายด้านหลังของ router Cisco 4321 เป็นแท่งสีดำแนวนอนที่มีช่องระบายอากาศเป็นรูเล็ก ๆ จำนวนมาก มีลูกศรสีเหลืองชี้พร้อมข้อความกำกับ ลูกศรฝั่งซ้ายบนชี้ที่สวิตช์กลมเขียนว่า Power Switch ลูกศรจากด้านล่างซ้ายชี้ขึ้นที่ช่องหกเหลี่ยมสีขาวเขียนด้วยตัวหนังสือสีแดงว่า 6 Pins Power Connection ถัดมาลูกศรชี้ที่ช่องเล็กเขียนว่า Console Port ลูกศรจากด้านบนสองอันชี้ลงที่กลุ่มช่อง RJ-45 ตรงกลางและฝั่งขวาเขียนว่า GigabitEthernet Port ทั้งคู่ และลูกศรสองอันจากด้านล่างชี้ขึ้นที่ช่องขาวสองช่องตรงกลางเขียนว่า Serial Port
รูปที่ 23 จากใบแลป Lab 2 — Port ต่าง ๆ ของ Router รุ่น 4321 · นี่คือ LAB-B ในการทดลอง — ใช้ GigabitEthernet 0/0/1 ต่อ LAN และ Serial0/1/1 ต่อมา LAB-A · เทียบกับ 1841 แล้วต่างสองอย่างที่เห็นด้วยตา: ไฟเป็นหัว 6 pin ไม่ใช่สายไฟบ้าน และพอร์ต LAN เป็น Gigabit ไม่ใช่ Fast Ethernet
ภาพถ่ายสวิตช์ Cisco Catalyst 3650 สองภาพซ้อนกัน ภาพบนมีป้ายกำกับว่า FRONT เป็นด้านหน้าของสวิตช์สีดำ มีลูกศรสีเหลืองชี้ที่ช่องเล็กฝั่งซ้ายเขียนว่า Console Port และลูกศรสองอันชี้ที่แถวช่อง RJ-45 ที่มีเลขกำกับ 1 ถึง 24 เรียงสองแถวเขียนว่า GigabitEthernet Port ฝั่งขวาสุดมีช่องโมดูลเพิ่มเติม ภาพล่างมีป้ายกำกับว่า BACK อยู่ในกรอบสีม่วง เป็นด้านหลังที่มีพัดลมและช่องจ่ายไฟหลายช่อง มีลูกศรชี้ที่ช่องฝั่งซ้ายสองอันเขียนว่า Console Port และ MGMT Port และลูกศรชี้ที่ช่องเสียบไฟฝั่งขวาเขียนว่า Power Cord Connection
รูปที่ 24 จากใบแลป Lab 2 — Port ต่าง ๆ ของ Switches รุ่น 3650 · สวิตช์ฝั่งซ้ายของการทดลอง ต่อกับ PC1 (Gi1/0/1), PC2 (Gi1/0/3) และเครื่องที่รัน Wireshark (Gi1/0/13) · สังเกตว่ามี Console Port ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และมี MGMT Port แยกต่างหากสำหรับใส่ IP จัดการตัวสวิตช์
ภาพถ่ายสวิตช์ Cisco Catalyst 2950 สองภาพซ้อนกัน ภาพบนมีป้ายกำกับว่า FRONT เป็นด้านหน้าสีเทาน้ำเงิน มีแถวช่อง RJ-45 เลข 1 ถึง 24 เรียงเป็นสามกลุ่ม มีลูกศรสีเหลืองจากด้านบนสองอันชี้ลงมาที่แถวช่องเขียนว่า FastEthernet Port และลูกศรสองอันจากด้านล่างชี้ขึ้นที่ช่องสองช่องขวาสุดเขียนว่า GigabitEthernet Port ภาพล่างมีป้ายกำกับว่า BACK เป็นด้านหลังที่มีช่องเสียบไฟ ป้ายเตือนสีเหลือง พัดลม และช่องสีฟ้าอ่อน มีลูกศรชี้ที่ช่องเสียบไฟฝั่งซ้ายเขียนว่า Power Cord Connection และลูกศรชี้ที่ช่องสีฟ้าตรงกลางที่มีคำว่า CONSOLE กำกับอยู่เขียนว่า Console Port
รูปที่ 25 จากใบแลป Lab 2 — Port ต่าง ๆ ของ Switches รุ่น 2950 · สวิตช์ฝั่งขวาของการทดลอง ต่อกับ PC3 (Fa0/1) และ PC4 (Fa0/2) · รูปนี้คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของ "Console Port หน้าตาเหมือนช่อง LAN" — ช่องด้านหลังที่เขียนว่า CONSOLE เป็นหัว RJ-45 สีฟ้าอ่อน เหมือนช่อง FastEthernet ด้านหน้าเป๊ะ แต่ใช้แทนกันไม่ได้
#พอร์ตคืออะไร
1Console Portพอร์ตที่ใช้สำหรับ config ตัวอุปกรณ์ โดยแต่ละรุ่นใช้อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน — รุ่นเก่า Console Port มีลักษณะเหมือนหัว LAN (RJ-45) ต้องใช้ควบคู่กับตัวแปลงเป็น USB · รุ่นใหม่ Console Port มีลักษณะเหมือน Mini USB
2Power Cord Connectionช่องสำหรับจ่ายไฟเข้าอุปกรณ์ · อุปกรณ์อย่าง Switch สามารถทำงานได้เลยเพียงแค่เสียบ Power Cord
3MGMT Portพอร์ตซึ่งสามารถกำหนด IP ที่ switch: prompt ได้เลย — ใช้จัดการอุปกรณ์แยกออกจากทราฟฟิกของผู้ใช้
4Power switchปุ่มเปิดปิดการทำงานของอุปกรณ์ เช่น Router
56 Pin Power Connectionช่องจ่ายไฟแบบ 6 pin — Router รุ่นใหม่ของ Cisco จะใช้พอร์ตนี้แทน Power Cord Connection
6Ethernet Portพอร์ตสำหรับต่อสายแลนเข้ากับอุปกรณ์ · ของแต่ละอุปกรณ์ไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปจะมี Fast Ethernet และ Gigabit Ethernet
7Serial Portพอร์ตสำหรับการ config Interface Serial เพื่อใช้ตั้งค่าตัวของ Serial ต่าง ๆ ในการทดลอง → §2.8
8Auxiliary Portพอร์ตสำรองที่ใช้เชื่อมต่อกับ router จากระยะไกลผ่าน modem
จุดที่คนพลาดบ่อย — Console Port ≠ Ethernet Port

บนอุปกรณ์รุ่นเก่า Console Port หน้าตาเหมือนช่อง LAN เป๊ะ ๆ (RJ-45) แต่ใช้แทนกันไม่ได้ — Console ใช้สัญญาณ serial ที่ 9600 bps ส่วน Ethernet ใช้สัญญาณคนละแบบ ถ้าเสียบสาย console เข้าช่อง Ethernet จะไม่มีอะไรขึ้นบนหน้าจอเลย · ให้ดูตัวหนังสือกำกับข้าง ๆ ช่อง โดยปกติจะเขียน CONSOLE ไว้และมักเป็นสีฟ้าอ่อน

2.4เปิดหน้า Config ด้วย screen (Mac)

ใบแลปมีหัวข้อ "การเปิดใช้หน้า Config Router หรือ Switch ของ Mac" เขียนวิธีนี้ไว้แล้ว — ทำตามได้เลย ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม เพราะ screen ติดมากับ macOS อยู่แล้ว

  1. ต่อสาย console ระหว่าง MacBook กับอุปกรณ์ — รุ่นเก่าใช้สาย console RJ-45 + ตัวแปลง USB · รุ่นใหม่ใช้สาย Mini USB ตรง ๆ (อย่าลืมตัวแปลง USB-A → USB-C)
    ภาพถ่ายจริงสองภาพวางคู่กัน ทั้งสองภาพเป็นโน้ตบุ๊กสีดำวางอยู่บนชั้นแร็คเหนืออุปกรณ์เครือข่าย Cisco ที่ซ้อนกันหลายชั้น มีวงกลมสีเหลืองเน้นตำแหน่งการเสียบสาย ภาพซ้ายมีวงกลมเน้นที่ช่องข้างโน้ตบุ๊กด้านบนขวาที่เสียบสายสีฟ้า และวงกลมสามวงบนแผงหน้าของ router ตรงตำแหน่งช่องต่าง ๆ ที่มีสายสีฟ้าและสายดำเสียบอยู่ ภาพขวาถ่ายจากอีกมุม มีวงกลมเน้นที่ช่อง USB ข้างโน้ตบุ๊กและวงกลมสองวงบน router ตัวล่างตรงช่องที่เสียบสายสีฟ้า ด้านล่างของทั้งสองภาพเห็นสวิตช์ Cisco ที่มีแถวช่อง RJ-45 เรียงยาว
    รูปที่ 26 จากใบแลป Lab 2 — การเชื่อมต่อ PC และ Router · วงกลมเหลืองคือจุดที่ต้องเสียบ — ปลายหนึ่งเข้าช่อง CONSOLE ของอุปกรณ์ อีกปลายเข้าช่อง USB ของโน้ตบุ๊ก (รูปในใบแลปใช้โน้ตบุ๊ก Windows ที่มีช่อง USB-A ในตัว — MacBook Air M2 มีแต่ USB-C ต้องมีตัวแปลงหรือ hub เพิ่ม ส่วนฝั่งที่เสียบเข้าอุปกรณ์เหมือนกันทุกประการ)
  2. เปิด Terminal แล้วพิมพ์ ls /dev/tty.*
    [macOS Terminal]
    $ ls /dev/tty.*
    # /dev/tty.Bluetooth-Incoming-Port   /dev/tty.usbmodem1301
    #                                    └── อันนี้แหละคืออุปกรณ์ที่เพิ่งเสียบ
  3. พิมพ์ screen <port_name> แล้วกด Enter ก็จะเข้าหน้า config
    [macOS Terminal]
    $ screen /dev/tty.usbmodem1301 9600
    # กด Enter อีก 1–2 ครั้ง จะเห็น prompt:
    # Switch>   หรือ   Router>

    ใบแลปเขียนแค่ screen <port_name> — การใส่ 9600 ต่อท้ายเป็นส่วนขยายที่ควรทำ เพราะ console ของ Cisco ใช้ 9600 8N1 เป็นค่ามาตรฐาน ถ้าไม่ระบุแล้วค่าเริ่มต้นของเครื่องไม่ตรงจะเห็นแต่ตัวอักษรขยะ

    หน้าต่าง Terminal ของ macOS ธีมสว่าง แถบหัวหน้าต่างมีปุ่มวงกลมแดง เหลือง เขียว และเขียนว่า zsh ขนาด 104 คูณ 59 บรรทัดแรกเขียนว่า Last login วันอังคารที่ 22 เมษายน เวลา 12:58:16 บน ttys037 บรรทัดถัดมาเป็น prompt ตามด้วยคำสั่ง ls /dev/tty แล้วผลลัพธ์แสดงเป็นสองคอลัมน์ คอลัมน์ซ้ายมี /dev/tty.Bluetooth-Incoming-Port, /dev/tty.RedmiBuds6Lite และ /dev/tty.debug-console คอลัมน์ขวามี /dev/tty.usbmodem1301 และ /dev/tty.wlan-debug บรรทัดสุดท้ายเป็น prompt ตามด้วยคำสั่ง screen /dev/tty.usbmodem1301 พร้อมเคอร์เซอร์กะพริบ
    รูปที่ 28 จากใบแลป Lab 2 — การเปิดหน้า Config ของ Mac · ผลของ ls /dev/tty.* จะมีชื่อโผล่มาหลายอัน — ตัวที่ต้องใช้คือ /dev/tty.usbmodem… (ตัวอื่นเป็น Bluetooth, หูฟัง, หรือ debug ของระบบ) แล้วเอาชื่อนั้นมาต่อท้าย screen
  4. ถ้ากดปิด Terminal ไปแล้วต้องการเข้าไป config อีกรอบ
    [macOS Terminal]
    $ screen -ls # ดูรายการ session ที่ค้างอยู่
    $ screen -r <screen_number> # กลับเข้า session เดิม
    หน้าต่าง Terminal ของ macOS ธีมสว่าง ชื่อหน้าต่าง zsh ขนาด 104 คูณ 59 บรรทัดแรกคือ Last login วันอังคารที่ 22 เมษายน เวลา 13:10:28 บน ttys037 บรรทัดถัดมาผู้ใช้พิมพ์ screen ls แล้วระบบตอบว่า screen is terminating บรรทัดถัดมาผู้ใช้พิมพ์ screen -ls แล้วผลลัพธ์ขึ้นว่า There is a screen on: ตามด้วยบรรทัดเยื้องที่ระบุ 87135.ttys037.MacBook-Pro-khxng-Ronnakrit และคำว่า Detached ในวงเล็บ บรรทัดถัดมาเขียนว่า 1 Socket in /var/folders/... /.screen บรรทัดสุดท้ายผู้ใช้พิมพ์ screen -r 87135 พร้อมเคอร์เซอร์กะพริบ
    รูปที่ 29 จากใบแลป Lab 2 — การเปิดหน้า Config ของ Mac · screen -ls จะขึ้นบรรทัดแบบ 87135.ttys037.… (Detached) — เลขข้างหน้าจุดแรก (87135) คือ <screen_number> ที่เอาไปใส่ต่อท้าย screen -r (สังเกตบรรทัดบนสุดด้วย: พิมพ์ screen ls ตกขีดกลางไปตัวเดียว มันจะไปเปิด session ใหม่แล้วดับทันที — ต้องเป็น screen -ls)
  5. ถ้าต้องการปิด screen
    [macOS Terminal]
    $ screen -X -S <screen_number> quit
    หน้าต่าง Terminal ของ macOS ธีมสว่าง ชื่อหน้าต่าง zsh ขนาด 104 คูณ 59 ลำดับคำสั่งจากบนลงล่างคือ ผู้ใช้พิมพ์ screen ls ระบบตอบ screen is terminating จากนั้นพิมพ์ screen -ls ระบบตอบ There is a screen on: พร้อมบรรทัด 87135.ttys037.MacBook-Pro-khxng-Ronnakrit แบบ Detached และบรรทัด 1 Socket in /var/folders ต่อมาผู้ใช้พิมพ์ screen -X -S 87135 quit แล้วพิมพ์ screen -ls ซ้ำ คราวนี้ระบบตอบว่า No Sockets found in /var/folders/... /.screen บรรทัดสุดท้ายเป็น prompt ว่างพร้อมเคอร์เซอร์
    รูปที่ 30 จากใบแลป Lab 2 — การเปิดหน้า Config ของ Mac · วิธียืนยันว่าปิดสำเร็จจริง — หลังสั่ง screen -X -S 87135 quit แล้วพิมพ์ screen -ls ซ้ำ ต้องขึ้นว่า No Sockets found ถ้ายังเห็นบรรทัด session อยู่แปลว่ายังไม่ปิด และเปิด screen ใหม่จะเจอ Resource busy
  6. ถอยออกโดยไม่ตัดการเชื่อมต่อ — กด Ctrl+A แล้วตามด้วย Ctrl+\ (ส่วนขยาย: ใบแลปไม่ได้เขียนปุ่มนี้ไว้ แต่จำเป็นมากเวลาอยากสลับไปทำอย่างอื่นแล้วกลับมา)
จุดที่คนพลาดบ่อย — screen ค้างจับพอร์ตไว้

ปิดหน้าต่าง Terminal เฉย ๆ ไม่ได้ปิด session — พอเปิด screen ใหม่จะขึ้น Resource busy หรือจอดำนิ่ง ๆ · แก้ด้วย screen -ls แล้ว screen -X -S <id> quit ทุกอันที่ค้าง แล้วค่อยเปิดใหม่ สองคำสั่งนี้ต้องจำไปห้องสอบ

วิธีของเพื่อนที่ใช้ Windows — PuTTY (รูปที่ 27) · ทำตามไม่ได้บน Mac
อ่านก่อนดู — นี่คือหน้าจอฝั่ง Windows

รูปที่ 27 ในใบแลปคือ Device Manager กับ PuTTY ของ Windows · บน MacBook Air M2 ทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีทั้งสองโปรแกรม — ขั้นตอนของ Mac คือ ls /dev/tty.* แล้ว screen … 9600 ตามที่เขียนไว้ด้านบน (§2.4) · ดูรูปนี้ไว้เพื่อเทียบว่าอะไรแทนอะไรเท่านั้น: COM4 ของ Windows = /dev/tty.usbmodem1301 ของ Mac · ปุ่ม Open ของ PuTTY = คำสั่ง screen · ช่อง Speed 9600 = เลข 9600 ที่เราต่อท้ายคำสั่ง ห้ามไปนั่งหา PuTTY มาลง

ภาพหน้าจอ Windows พื้นหลังวอลเปเปอร์สีสด มีสองหน้าต่างวางคู่กัน หน้าต่างซ้ายคือ Device Manager แสดงต้นไม้รายการอุปกรณ์ เช่น Batteries, Bluetooth, Cameras, Computer, Disk drives, Display adapters, Keyboards, Monitors, Network adapters และหัวข้อ Ports COM and LPT ที่กางออกแสดงสองบรรทัดคือ Intel Active Management Technology SOL COM3 และ USB Serial Device COM4 ซึ่งมีลูกศรโค้งสีแดงชี้อยู่ หน้าต่างขวาคือ PuTTY Configuration แถบซ้ายเป็นหมวด Session, Terminal, Window, Connection ด้านขวาเป็น Basic options for your PuTTY session มีช่อง Serial line วงกลมสีแดงล้อมค่า COM4 ช่อง Speed เป็น 9600 กลุ่ม Connection type มีปุ่มตัวเลือก SSH, Serial ที่ถูกเลือกอยู่ และ Other แบบ Telnet ด้านล่างมีรายการ Saved Sessions ที่มี Default Settings และปุ่ม Load, Save, Delete ล่างสุดมีปุ่ม Open ที่มีลูกศรสีแดงชี้ และปุ่ม Cancel
รูปที่ 27 จากใบแลป Lab 2 — การใช้งานโปรแกรม PuTTY เพื่อทำการ Config อุปกรณ์ — หน้าจอฝั่ง Windows · ต้องเปิด Device Manager ดูก่อนว่าสายไปเข้าพอร์ตชื่ออะไร (COM4) แล้วกรอกลง Serial line ของ PuTTY พร้อมตั้ง Speed = 9600 และเลือก connection type = Serial แล้วกด Open · บน Mac ขั้นตอนทั้งหมดนี้ยุบเหลือคำสั่งเดียว: screen /dev/tty.usbmodem1301 9600

2.5โหมดการทำงานของ Router (Listing 1–2)

[Router Console] — Listing 1 ของใบแลป
Router>enable
Router#disable
Router>
[Router Console] — Listing 2: ดูชื่อ interface type slot/port
Router>enable
Router#show running-config
จุดที่คนพลาดบ่อย — ใบแลปพิมพ์ชื่อคำสั่งเกิน

ใบแลปเขียน show running-configuration แต่คำสั่งจริงของ Cisco IOS คือ show running-config (ย่อเป็น sh run ได้) — IOS ยอมให้พิมพ์ย่อแต่ไม่ยอมให้พิมพ์ยาวเกิน ถ้าพิมพ์ตามใบแลปเป๊ะจะได้ % Invalid input detected at '^' marker.

กดดูคำสั่งของแต่ละโหมดในภาพข้างล่าง — prompt ที่ท้ายชื่อบอกเสมอว่าอยู่โหมดไหน ถ้าพิมพ์คำสั่งแล้วขึ้น % Invalid input ให้ดูที่ prompt ก่อนเลยว่าอยู่ผิดโหมดหรือเปล่า

2.6ตั้ง hostname และรหัสผ่านตามตาราง

ส่วนขยาย — ตารางกำหนดค่าไว้ แต่ใบแลปไม่ได้ให้คำสั่ง

ตารางที่ 1 ของใบแลปกำหนด Host Name (LAB-A / LAB-B) และรหัสผ่าน 4 ช่อง (Enable = class · Secret = datacom · Console = Lab · Vty = Lab) ไว้ แต่ไม่ได้เขียนคำสั่งไว้ให้ — คำสั่งทั้งบล็อกข้างล่างนี้จึงเป็นส่วนขยายที่จำเป็นเพื่อทำให้ค่าในตารางเกิดขึ้นจริง (และเป็นคำสั่งชุดเดียวกับที่ต้องใช้ตอบข้อสอบข้อ 1 ที่สั่งให้ส่ง show running-config)

[LAB-A Console] — ทำครั้งเดียวจบทั้งบล็อก · คัดลอกได้ทันที
Router>enable
Router#configure terminal

# ── ชื่ออุปกรณ์ ───────────────────────────────
Router(config)#hostname LAB-A

# ── รหัสผ่านเข้า privileged mode ──────────────
LAB-A(config)#enable password class     # Enable PWD  (เก็บเป็นข้อความธรรมดา)
LAB-A(config)#enable secret datacom     # Secret PWD  (เข้ารหัสไว้ · ถ้ามีทั้งคู่ IOS ใช้ secret)

# ── รหัสผ่านสาย console ───────────────────────
LAB-A(config)#line console 0
LAB-A(config-line)#password Lab
LAB-A(config-line)#login
LAB-A(config-line)#exit

# ── รหัสผ่านเข้าทาง telnet/ssh (vty) ──────────
LAB-A(config)#line vty 0 4
LAB-A(config-line)#password Lab
LAB-A(config-line)#login
LAB-A(config-line)#exit
คำสั่งทำอะไรค่าในตาราง
hostnameเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์ที่แสดงบน prompt — เห็นผลทันที ช่วยไม่ให้สับสนว่ากำลัง config ตัวไหนLAB-A / LAB-B
enable passwordรหัสผ่านเข้า privileged mode · เก็บเป็นข้อความธรรมดา มองเห็นได้ใน show running-configclass
enable secretรหัสผ่านเข้า privileged mode แบบเข้ารหัส · ถ้าตั้งทั้งสองอย่าง IOS จะใช้ secret เสมอdatacom
line console 0 + password + loginขอรหัสผ่านเมื่อมีคนต่อสาย console เข้ามา · ต้องมี login ด้วย ไม่งั้นรหัสที่ตั้งไว้จะไม่ถูกใช้Lab
line vty 0 4 + password + loginขอรหัสผ่านเมื่อมีคนเข้ามาทาง telnet/ssh · 0 4 คือช่องเชื่อมต่อพร้อมกัน 5 ช่องLab
จุดที่คนพลาดบ่อย — ตั้ง password แล้วลืม login

password เป็นแค่การเก็บค่า ส่วน login คือคำสั่งที่สั่งให้ถาม — ถ้าตั้งแค่ password อย่างเดียว เข้ามาทาง console จะไม่ถูกถามรหัสเลย และตรวจงานจะถือว่าไม่ผ่าน · ตรงกันข้าม ถ้าใส่ login โดยยังไม่ได้ตั้ง password บนสาย vty จะเข้าทาง telnet ไม่ได้เลย (ขึ้น password required, but none set)

Banner ต้อนรับ

ส่วนขยาย — ไม่ได้อยู่ในใบแลป

banner คือข้อความที่ขึ้นก่อนหน้า login ทุกครั้ง ใช้ประกาศเตือนผู้ที่เข้ามาใช้งาน · ไม่ได้อยู่ในใบแลป Lab 2 แต่เป็นค่าพื้นฐานที่มักถูกถามคู่กับ hostname และ password

[LAB-A Console] — ส่วนขยาย
LAB-A(config)#banner motd #Authorized access only - LAB-A#
#            └── motd = message of the day
# อักขระตัวแรกหลัง banner motd คือ "ตัวคั่น" — ใช้ตัวอะไรก็ได้ที่ไม่มีในข้อความ
# แล้วปิดท้ายด้วยตัวเดียวกัน

2.7Config IP Address ให้ Ethernet (Listing 3)

[Router Console] — รูปแบบตามใบแลป
Router>enable
Router#configure terminal
Router(config)#interface <interface type slot/port>
Router(config-if)#ip address <ip_address> <subnet_mask>
Router(config-if)#no shutdown

ของจริงสองตัวในการทดลอง — ชื่อ interface ต่างกันเพราะเป็น router คนละรุ่น

[LAB-A Console] — Cisco 1841 · FastEthernet (ใบแลปข้อ 5)
Router#configure terminal
Router(config)#interface FastEthernet 0/1
Router(config-if)#ip address 192.3.128.1 255.255.255.0
Router(config-if)#no shutdown
[LAB-B Console] — Cisco 4321 · GigabitEthernet (ใบแลปข้อ 6)
Router#configure terminal
Router(config)#interface GigabitEthernet 0/0/1
Router(config-if)#ip address 194.3.128.1 255.255.255.0
Router(config-if)#no shutdown
จุดที่คนพลาดบ่อย — เดาชื่อ interface

ใบแลปมีหมายเหตุไว้เองว่า "พยายามดูชื่อและหมายเลข Port เองด้วยเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากรายงานนี้" — อย่าเดา ให้ show running-config (หรือ show ip interface brief) ดูชื่อจริงก่อนเสมอ เพราะ 1841 ใช้ FastEthernet 0/0–0/1 ส่วน 4321 ใช้ GigabitEthernet 0/0/0–0/0/1 · เสียบสายเข้าช่องไหน ต้อง config ช่องนั้น

2.8Serial Interface — DCE / DTE, clock rate, bandwidth

อ่านหัวข้อนี้ให้แตก — ข้อสอบข้อ 1 ปีที่แล้วบังคับใช้ Serial

โจทย์เขียนว่า "router อย่างน้อย 2 ตัว เชื่อมต่อกันผ่าน Serial Interface" · คนที่ทำข้อนี้ไม่ได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ตกที่ IP หรือ RIP แต่ตกที่ Serial link ไม่ขึ้น เพราะลืม clock rate ที่ฝั่ง DCE

[Router Console] — Listing 4 ของใบแลป
Router>enable
Router#configure terminal
Router(config)#interface <serial slot/port>
Router(config-if)#ip address <ip_address> <subnet_mask>
Router(config-if)#bandwidth 56
Router(config-if)#clock rate 56000
Router(config-if)#no shutdown

DCE กับ DTE ต่างกันอย่างไร

DCE — Data Communications Equipment

ฝั่งที่จ่ายสัญญาณนาฬิกา (clock) ให้กับลิงก์ · เปรียบเหมือนคนตีกลองให้จังหวะ · ต้องสั่ง clock rate ที่ฝั่งนี้เท่านั้น เพราะเป็นตัวกำหนดความเร็วจริงของสาย

DTE — Data Terminal Equipment

ฝั่งที่รับสัญญาณนาฬิกามาใช้ · เดินตามจังหวะที่ DCE ตีให้ · ตั้ง clock rate ไปก็ไม่มีผล — IOS บางรุ่นจะขึ้นเตือนว่า This command applies only to DCE interfaces

ใครเป็น DCE ตัดสินจากสาย ไม่ใช่จากตัว router — สายซีเรียล (เช่น V.35) มีปลายสองแบบต่างกัน ปลายที่เป็น DCE เสียบเข้าที่ router ตัวไหน ตัวนั้นก็กลายเป็น DCE ของลิงก์นั้น · ใน GNS3 ฝั่งที่เราคลิกเป็นตัวแรกตอนลากสายจะกลายเป็น DCE

หาว่าใครเป็น DCE ด้วย show controllers

ส่วนขยาย — ไม่ได้อยู่ในใบแลป แต่จำเป็นตอนสอบ

ใบแลปไม่ได้เขียนคำสั่งนี้ไว้ แต่มันคือคำสั่งเดียวที่บอกได้ว่าใครเป็น DCE โดยไม่ต้องเดินไปดูสาย

[LAB-B#] show controllers — ฝั่งที่เป็น DCE
LAB-B#show controllers Serial0/1/1
# Interface Serial0/1/1
# Hardware is ...
V.35 DCE cable, clock rate 56000
#    └── มีคำว่า DCE = ฝั่งนี้ต้องตั้ง clock rate
[LAB-A#] show controllers — ฝั่งที่เป็น DTE
LAB-A#show controllers Serial0/1/0
# Interface Serial0/1/0
V.35 DTE cable
#    └── มีคำว่า DTE = ฝั่งนี้ไม่ต้องตั้ง clock rate

อาการเวลาลืมตั้ง clock rate

[Router#] show interfaces — อาการที่ต้องจำให้ได้
Serial0/1/0 is up, line protocol is down
#            └─ ชั้นกายภาพ OK   └─ ชั้นลิงก์ไม่ขึ้น = ไม่มีนาฬิกาเดิน
  Internet address is 193.3.128.1/24
  MTU 1500 bytes, BW 56 Kbit/sec, DLY 20000 usec
สิ่งที่เห็นแปลว่าอะไรแก้ยังไง
up / upเรียบร้อย ใช้งานได้ไม่ต้องทำอะไร
up / downสายเสียบอยู่ แต่ไม่มีสัญญาณนาฬิกา — ฝั่ง DCE ยังไม่ได้ตั้ง clock rateshow controllers หาฝั่ง DCE → เข้าไป clock rate 56000
down / downชั้นกายภาพไม่ขึ้นเลย — สายหลุด, สายเสีย, หรืออีกฝั่ง shutdown อยู่เช็กสาย · เข้าไป no shutdown ที่อีกฝั่ง
administratively down / downลืม no shutdown ที่ฝั่งตัวเองinterface Serial… → no shutdown
จุดที่คนพลาดบ่อย — ทำไม link ไม่ขึ้นทั้งที่ IP ถูกทุกตัว

Serial ไม่เหมือน Ethernet — Ethernet สองฝั่งมี clock ในตัวเอง เสียบสายก็ขึ้นเลย แต่ Serial ต้องมีคนหนึ่งจ่ายนาฬิกาให้อีกคน ถ้าไม่มีใครจ่าย บิตจะไม่รู้จะเริ่มนับเมื่อไหร่ ลิงก์จึงไม่ขึ้น

ผลลูกโซ่: line protocol is down → show ip route จะไม่มีแถวของวง Serial เลย → RIP ไม่ส่ง update ออกทางสายนั้น → PC ข้ามฝั่ง ping ไม่ถึง · คนมักไปนั่งแก้ที่ RIP ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่ clock rate

ของจริงในการทดลอง

[LAB-A Console] — Cisco 1841 · Serial (ใบแลปข้อ 7)
Router>enable
Router#configure terminal
Router(config)#interface Serial0/1/0
Router(config-if)#ip address 193.3.128.1 255.255.255.0
Router(config-if)#bandwidth 56
Router(config-if)#no shutdown
[LAB-B Console] — Cisco 4321 · Serial (ใบแลปข้อ 8) · ฝั่งนี้มี clock rate
Router>enable
Router#configure terminal
Router(config)#interface Serial0/1/1
Router(config-if)#ip address 193.3.128.2 255.255.255.0
Router(config-if)#bandwidth 56
Router(config-if)#clock rate 56000
Router(config-if)#no shutdown
สังเกตความต่างของสองบล็อกนี้

ใบแลปให้ LAB-A ใส่แค่ bandwidth 56 แต่ LAB-B ใส่ทั้ง bandwidth 56 และ clock rate 56000 — ไม่ใช่ความบังเอิญ แปลว่าในชุดอุปกรณ์ของห้องแลป ปลาย DCE ของสายเสียบอยู่ที่ LAB-B · ถ้าห้องสอบสลับสาย ตำแหน่ง DCE ก็ย้าย ให้ show controllers เช็กเองทุกครั้ง อย่าจำตาม

bandwidth ต่างจาก clock rate อย่างไร

bandwidth 56clock rate 56000
หน่วยkbps → 56 kbpsbps → 56000 bps = 56 kbps (ค่าเท่ากัน คนละหน่วย)
เปลี่ยนความเร็วจริงไหมไม่ — เป็นแค่ตัวเลขที่เขียนใส่ configใช่ — เป็นความเร็วที่บิตวิ่งจริงบนสาย
มีไว้ทำไมให้ routing protocol ใช้คำนวณ metric และให้ show interfaces รายงาน BW 56 Kbit/secให้ฝั่ง DTE รู้จังหวะว่าเมื่อไหร่คือ 1 บิต — ไม่มีอันนี้ ลิงก์ไม่ขึ้น
ตั้งที่ฝั่งไหนตั้งทั้งสองฝั่ง (ควรตั้งให้ตรงกัน)ฝั่ง DCE เท่านั้น
ถ้าลืมลิงก์ยังทำงานปกติ แค่ metric อาจเพี้ยนลิงก์ไม่ขึ้น — line protocol is down

2.9ตรวจสอบและบันทึก config (Listing 6)

[Router Console] — Listing 6 ของใบแลป
Router#show interfaces       # แสดงค่าทางสถิติของทุกอินเทอร์เฟซ
Router#show running-config  # แสดงค่าการติดตั้งที่อยู่ใน RAM
ส่วนขยาย — startup-config และการบันทึก

ใบแลปพูดถึงแค่ running-config แต่ค่าที่อยู่ใน RAM จะหายทั้งหมดเมื่อปิดเครื่อง — ถ้าต้องส่งงานหรือทำต่อวันหลัง ต้องบันทึกลง NVRAM ด้วย

[Router#] — ส่วนขยาย
Router#show running-config   # ค่าที่ใช้อยู่ตอนนี้ (RAM) — หายเมื่อปิดเครื่อง
Router#show startup-config   # ค่าที่จะโหลดตอนบูต (NVRAM) — ไม่หาย
Router#copy running-config startup-config
# Destination filename [startup-config]?   ← กด Enter ผ่านไป
# Building configuration...  [OK]

Router#copy run start        # แบบย่อ พิมพ์เร็วกว่า ทำงานเหมือนกัน
Router#write memory          # คำสั่งเก่า ทำงานเหมือนกัน
running-configstartup-config
เก็บที่ไหนRAMNVRAM
ปิดเครื่องแล้วหายหมดยังอยู่
คือค่าอะไรค่าที่กำลังใช้งาน ณ ตอนนี้ — ทุกบรรทัดที่เราพิมพ์มีผลทันทีที่กด Enterค่าที่จะถูกโหลดมาใช้ตอนบูตครั้งหน้า
ข้อสอบขออันไหนshow running-config — ข้อ 1 ปีที่แล้วสั่งส่งอันนี้—
จุดที่คนพลาดบ่อย

Cisco IOS ไม่มีปุ่ม Save — คำสั่งมีผลทันทีที่กด Enter (ใน running-config) แต่ไม่ได้ถูกบันทึกอัตโนมัติ ถ้าอุปกรณ์ถูกปิดหรือ reload ระหว่างทาง งานที่ทำมาทั้งชั่วโมงหายหมด · พิมพ์ copy run start ทุกครั้งที่ทำอะไรสำคัญเสร็จ

2.10show mac-address-table และ show arp

ส่วนขยาย — ไม่ได้อยู่ในใบแลป แต่ข้อสอบสั่งให้ส่ง

ใบแลป Lab 2 มีแต่ arp -a ที่รันบน PC (ข้อ 14) ส่วน show mac-address-table และ show arp ที่รันบนอุปกรณ์ Cisco ไม่ได้อยู่ในใบแลป — แต่ ข้อสอบข้อ 1 ปีที่แล้วสั่งให้ส่งทั้งคู่ จึงต้องรู้ไว้

Switch เรียนรู้ MAC address ได้อย่างไร

[Switch#] show mac-address-table — ส่วนขยาย
Switch#show mac-address-table
          Mac Address Table
-------------------------------------------
Vlan    Mac Address       Type       Ports
----    -----------       --------   -----
   1    00aa.0000.0001   DYNAMIC    Gi1/0/1
   1    00bb.0000.0002   DYNAMIC    Gi1/0/2
   1    00cc.0000.0003   DYNAMIC    Gi1/0/3
#       └── เรียนรู้เองจาก source MAC ของเฟรมที่วิ่งเข้ามา (DYNAMIC)
[Router#] show arp — ส่วนขยาย
LAB-A#show arp
Protocol  Address        Age (min)  Hardware Addr   Type   Interface
Internet  192.3.128.1            -  00aa.1111.0001  ARPA   FastEthernet0/1
Internet  192.3.128.2            3  00aa.0000.0001  ARPA   FastEthernet0/1
Internet  192.3.128.3            5  00bb.0000.0002  ARPA   FastEthernet0/1
#         └── router จำคู่ IP ↔ MAC ของเครื่องในวงเดียวกันไว้
#         Age = "-" หมายถึงเป็น IP ของตัว router เอง ไม่มีวันหมดอายุ
MAC address tableARP table
อยู่บนอุปกรณ์อะไรSwitch (เลเยอร์ 2)Router / PC (เลเยอร์ 3)
จับคู่อะไรกับอะไรMAC ↔ พอร์ตIP ↔ MAC
ตอบคำถามอะไร"เครื่องที่มี MAC นี้เสียบอยู่พอร์ตไหน""เครื่องที่มี IP นี้ มี MAC อะไร"
ได้ข้อมูลมาจากไหนอ่าน source MAC ของทุกเฟรมที่วิ่งเข้ามา — ไม่ต้องถามใครต้องส่ง ARP Request แบบ broadcast ไปถาม แล้วรอ ARP Reply
คำสั่งshow mac-address-tableshow arp (บนอุปกรณ์) · arp -a (บน PC/Mac)

2.11การทดลองและการดักจับด้วย Wireshark

หมายเหตุสองข้อจากใบแลป — อ่านก่อนเริ่ม

① "ทำการปิด Wi-Fi และปิด Firewall ก่อนเริ่มทำการทดลอง และฟังรายละเอียดในการเปลี่ยน IP Address ของตัวเครื่อง (PC) เมื่อทำการทดลองเสร็จแล้วให้กลับไปเปิดได้ตามปกติ"

② "พยายามดูชื่อและหมายเลข Port เองด้วยเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากรายงานนี้"

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ (ตามใบแลปข้อ 1)

อุปกรณ์รุ่นใช้ทำอะไร
Router LAB-ACisco 1841ฝั่งซ้าย — FastEthernet 0/1 ต่อ LAN, Serial0/1/0 ต่อไป LAB-B
Router LAB-BCisco 4321ฝั่งขวา — GigabitEthernet 0/0/1 ต่อ LAN, Serial0/1/1 ต่อมา LAB-A
Switch ฝั่งซ้ายCisco 3650ต่อกับ PC1, PC2 และเครื่องที่รัน Wireshark — ตัวนี้ต้องตั้ง port mirroring
Switch ฝั่งขวาCisco 2950ต่อกับ PC3 และ PC4

ใบแลประบุว่า "การเชื่อมต่อผ่านพอร์ต Gigabit Ethernet, Fast Ethernet หรือ Serial ให้พิจารณาและอ้างอิงตามที่แสดงในรูปที่ 32"

โทโพโลยีที่ต้องสร้าง (รูปที่ 31 และ 32 ในใบแลป)

ไดอะแกรมเครือข่ายสีเทาน้ำเงิน ด้านบนมี router สองตัว ตัวซ้ายชื่อ LAB-A ตัวขวาชื่อ LAB-B เชื่อมกันด้วยเส้นตรงหักมุมเล็กน้อย ปลายฝั่ง LAB-A กำกับว่า S0/1/0 ปลายฝั่ง LAB-B กำกับว่า S0/1/1 จาก LAB-A มีเส้นลงมาที่กำกับว่า FE0/1 ไปหาสวิตช์ทางซ้าย จากสวิตช์นั้นแตกออกเป็นสามเส้น เส้นขวาบนกำกับว่า Gi1/0/13 ไปหาไอคอนคอมพิวเตอร์ที่เขียนกำกับไว้ว่า Wireshark เส้นล่างซ้ายกำกับว่า Gi1/0/1 ไปหาคอมพิวเตอร์ชื่อ PC1 และเส้นล่างขวากำกับว่า Gi1/0/3 ไปหาคอมพิวเตอร์ชื่อ PC2 ฝั่งขวาจาก LAB-B มีเส้นลงมาที่กำกับว่า GE0/0/1 ไปหาสวิตช์อีกตัว จากสวิตช์นั้นแตกเป็นสองเส้น เส้นซ้ายกำกับว่า Fa0/1 ไปหาคอมพิวเตอร์ชื่อ PC3 และเส้นขวากำกับว่า Fa0/2 ไปหาคอมพิวเตอร์ชื่อ PC4
รูปที่ 31 จากใบแลป Lab 2 — Lab Topology · นี่คือผังที่ใบแลปข้อ 1 สั่งให้สร้าง — LAB-A = Cisco 1841, LAB-B = Cisco 4321, สวิตช์ฝั่งซ้าย = Cisco 3650, สวิตช์ฝั่งขวา = Cisco 2950 · สังเกตว่าเครื่องที่รัน Wireshark มีสายของตัวเองเข้าพอร์ต Gi1/0/13 ไม่ได้แทรกอยู่ระหว่าง PC กับ switch — มันเห็นทราฟฟิกได้เพราะ monitor session เท่านั้น
ภาพถ่ายตู้แร็คจริงที่มีอุปกรณ์ Cisco สี่ชั้น มีการวาดกรอบและเส้นสีทับลงบนภาพเพื่อบอกการเดินสาย ชั้นบนสุดเป็น router Cisco 1841 มีป้าย S0/1/0 กับกรอบสีแดงที่ช่อง Serial ทางซ้าย และกรอบสีฟ้าที่ช่อง Ethernet ตรงกลางซึ่งมีป้าย FE0/1 กำกับ ชั้นที่สองเป็น router Cisco 4321 มีกรอบสีฟ้าที่ช่อง Ethernet ทางซ้ายพร้อมป้าย GE0/0/1 และกรอบสีแดงพร้อมป้าย S0/1/1 ที่ช่อง Serial ทางขวา มีเส้นสีแดงโค้งลากเชื่อมช่อง S0/1/0 ของตัวบนกับ S0/1/1 ของตัวล่าง ชั้นที่สามเป็นสวิตช์ Cisco Catalyst 3650 มีกรอบสีเหลืองสองกรอบที่พอร์ตซ้ายกำกับว่า PC1 และ PC2 พร้อมข้อความใต้ภาพว่า Sources Gi1/0/1, Gi1/0/3 มีกรอบสีเขียวที่พอร์ตถัดไปกำกับว่า Wireshark พร้อมข้อความว่า Destination Gi1/0/13 และมีกรอบสีฟ้าที่พอร์ตหนึ่งซึ่งมีเส้นสีฟ้าลากขึ้นไปหา FE0/1 ของ router 1841 ชั้นล่างสุดเป็นสวิตช์ Cisco Catalyst 2950 มีกรอบสีเหลืองสองกรอบที่พอร์ตซ้ายกำกับว่า PC3 และ PC4 และกรอบสีฟ้าที่พอร์ตถัดมาซึ่งมีเส้นสีฟ้าลากขึ้นไปหา GE0/0/1 ของ router 4321
รูปที่ 32 จากใบแลป Lab 2 — Lab topology (ของจริงในตู้แร็ค) · รูปนี้คือคำตอบว่า "เสียบช่องไหน" — เส้นแดง = สาย Serial ระหว่าง router สองตัว · เส้นฟ้า = สาย Ethernet จาก router ลงมาที่ switch · กรอบเหลือง = พอร์ตของ PC (ฝั่ง 3650 คือ source ของการมิเรอร์) · กรอบเขียว = พอร์ต Gi1/0/13 ที่เป็น destination ของการมิเรอร์ สำหรับเสียบเครื่องที่รัน Wireshark

ต่ออะไรเข้าพอร์ตไหน — ไล่ตามรูปที่ 31–32 ทีละเส้น

เส้นปลายที่ 1ปลายที่ 2ชนิดสายวง IP
①LAB-A (Cisco 1841) · Serial0/1/0 ป้าย S0/1/0LAB-B (Cisco 4321) · Serial0/1/1 ป้าย S0/1/1Serial (เส้นแดงในรูป 32)193.3.128.0/24
②LAB-A · FastEthernet0/1 ป้าย FE0/1Switch 3650 · พอร์ต Gigabit ที่ว่างอยู่Ethernet (เส้นฟ้าในรูป 32)192.3.128.0/24
③Switch 3650 · GigabitEthernet1/0/1PC1 = 192.3.128.2Ethernet (กรอบเหลือง · source)
④Switch 3650 · GigabitEthernet1/0/3PC2 = 192.3.128.3Ethernet (กรอบเหลือง · source)
⑤Switch 3650 · GigabitEthernet1/0/13เครื่องที่รัน Wireshark (MacBook + USB-C Ethernet)Ethernet (กรอบเขียว · destination)
⑥LAB-B · GigabitEthernet0/0/1 ป้าย GE0/0/1Switch 2950 · พอร์ตที่ว่างอยู่Ethernet (เส้นฟ้าในรูป 32)194.3.128.0/24
⑦Switch 2950 · FastEthernet0/1PC3 = 194.3.128.2Ethernet
⑧Switch 2950 · FastEthernet0/2PC4 = 194.3.128.3Ethernet
จุดที่คนพลาดบ่อย — เลขพอร์ตในรูปคือของชุดอุปกรณ์ในรูป ไม่ใช่ของโต๊ะคุณ

ใบแลปเตือนไว้เองว่า "พยายามดูชื่อและหมายเลข Port เองด้วยเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากรายงานนี้" — สิ่งที่ต้องยึดจากรูปที่ 31–32 คือ "โครงสร้าง" ไม่ใช่ "ตัวเลข" คือ router 2 ตัวต่อกันด้วย Serial · แต่ละตัวห้อย switch หนึ่งตัว · ฝั่งซ้ายมี PC 2 เครื่องกับเครื่อง Wireshark ฝั่งขวามี PC 2 เครื่อง · ส่วนเลขพอร์ตจริงต้องดูที่ตัวเครื่องและยืนยันด้วย show ip interface brief แล้วเอาเลขจริงไปใส่ทั้งในคำสั่ง interface และในคำสั่ง monitor session ไม่งั้นมิเรอร์ผิดพอร์ตแล้ว Wireshark จะเงียบ

ลำดับการทดลอง

  1. สร้าง Topology ตามรูปที่ 31 แล้วต่อสายตามรูปที่ 32
  2. ติดตั้ง IP ให้อุปกรณ์ตามตารางที่ 1 (ค่าที่แทน x = 3, y = 128 แล้วอยู่ที่ §2.1)
  3. Config IP ให้ PC1 และ PC2 ตรวจว่า ping หากันได้ แล้วตั้ง monitor สำหรับ Wireshark
    [Switch 3650 Console] — Port Mirroring (Listing 7 + ใบแลปข้อ 3)
    Switch#configure terminal
    Switch(config)#monitor session 1 source Interface GigabitEthernet1/0/1 , GigabitEthernet1/0/3 both
    Switch(config)#monitor session 1 destination interface GigabitEthernet1/0/13
    ส่วนของคำสั่งหมายความว่า
    monitor session 1เลขที่ของ session การมิเรอร์ (มีได้หลาย session)
    source Interface Gi1/0/1 , Gi1/0/3พอร์ตที่จะถูกก๊อป — คือพอร์ตที่ PC1 กับ PC2 เสียบอยู่
    bothก๊อปทั้งทราฟฟิกขาเข้าและขาออกของพอร์ตนั้น
    destination interface Gi1/0/13พอร์ตที่จะได้รับสำเนา — เสียบเครื่องที่รัน Wireshark ไว้ที่นี่
    ทำไมต้องมิเรอร์

    Switch ส่งเฟรมเฉพาะไปยังพอร์ตปลายทาง (ต่างจาก hub ที่กระจายทุกพอร์ต) — ถ้าเสียบ MacBook เข้าไปเฉย ๆ จะไม่เห็นทราฟฟิกระหว่าง PC1 กับ PC2 เลย เพราะเฟรมไม่ได้วิ่งมาที่พอร์ตของเรา · monitor session คือคำสั่งที่สั่งให้ switch ทำสำเนาส่งมาให้

  4. Config IP ให้ PC3 และ PC4 ตรวจว่า ping หากันได้ (คู่นี้อยู่วง 194.3.128.0/24 เหมือนกัน)
  5. Config FastEthernet ของ LAB-A แล้วตรวจว่า PC1 และ PC2 ping ไปหา router ได้ → คำสั่งอยู่ที่ §2.7
  6. Config GigabitEthernet ของ LAB-B แล้วตรวจว่า PC3 และ PC4 ping ไปหา router ได้
  7. Config Serial ของ LAB-A (Serial0/1/0 = 193.3.128.1 · bandwidth 56) → §2.8
  8. Config Serial ของ LAB-B (Serial0/1/1 = 193.3.128.2 · bandwidth 56 · clock rate 56000)
  9. ping จาก PC1 ไป PC3 และจาก PC4 ไป PC2 — ยังไม่ผ่าน ให้อธิบายสาเหตุ
    [PC1] และ [PC4]
    PC1> ping 194.3.128.2
    PC4> ping 192.3.128.3
    คำตอบที่ต้องเขียน

    ping ไม่ผ่านเพราะ router ทั้งสองตัวยังไม่รู้จักวงของอีกฝั่ง — LAB-A มีแค่ 192.3.128.0/24 กับ 193.3.128.0/24 ในตาราง ไม่เคยได้ยินชื่อ 194.3.128.0/24 พอเจอปลายทางที่ไม่มีในตารางก็ทิ้งแพ็กเก็ตทิ้ง · ยังไม่ได้ทำ routing นั่นเอง — ซึ่งคือขั้นตอนถัดไป

  10. ทำ RIP บน LAB-A
    [LAB-A Console] — ใบแลปข้อ 11
    Router#configure terminal
    Router(config)#router rip
    Router(config-router)#network 192.3.128.0
    Router(config-router)#network 193.3.128.0
    Router(config-router)#end
  11. ทำ RIP บน LAB-B
    [LAB-B Console] — ใบแลปข้อ 12
    Router#configure terminal
    Router(config)#router rip
    Router(config-router)#network 194.3.128.0
    Router(config-router)#network 193.3.128.0
    Router(config-router)#end
  12. ping ใหม่อีกครั้ง แล้วสังเกตและอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
    คำตอบที่ต้องเขียน

    คราวนี้ผ่าน เพราะ RIP ส่ง update (ห่อใน UDP port 520) ข้ามสาย Serial ทำให้ LAB-A ได้แถว R 194.3.128.0/24 และ LAB-B ได้แถว R 192.3.128.0/24 ในตาราง routing · ping ครั้งแรกอาจ timeout เพราะเสียเวลาไปกับ ARP และรอ RIP update รอบแรก ครั้งถัดไปจะเร็วขึ้น · ค่า TTL ที่กลับมาจะลดลง 2 เพราะเดินผ่าน router 2 ตัว

  13. เลือก PC ตัวใดตัวหนึ่งแล้วใช้คำสั่ง arp -a พร้อมอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
    [macOS Terminal] — เครื่องเราคือ PC1
    $ arp -a
    # ? (192.3.128.1) at 0:aa:11:11:0:1 on en5 ifscope [ethernet]
    # ? (192.3.128.3) at 0:bb:0:0:0:2 on en5 ifscope [ethernet]
    คำตอบที่ต้องเขียน

    ตาราง ARP เก็บ คู่ IP ↔ MAC ของเครื่องที่อยู่ใน subnet เดียวกันเท่านั้น — จะเห็น 192.3.128.1 (gateway) และ 192.3.128.3 (PC2) แต่จะไม่เห็น 194.3.128.2 ถึงแม้จะเพิ่ง ping ไปสำเร็จ เพราะ ARP ไม่ข้าม router — เวลาส่งข้ามวง เครื่องเราใช้ MAC ของgateway ไม่ใช่ MAC ของปลายทาง ยืนยันหลักการที่ว่า MAC address เปลี่ยนทุก hop แต่ IP address ไม่เปลี่ยนตลอดทาง

  14. ดักจับด้วย Wireshark — เลือก interface ที่เสียบอยู่กับพอร์ต Gi1/0/13 แล้ว ping ใหม่ · ใส่ filter
    [Wireshark] — display filter ที่ข้อสอบข้อ 2 สั่ง
    ip.src == 192.3.128.2      # เฉพาะแพ็กเก็ตที่ออกจาก PC1
    icmp                       # เฉพาะ ping (Echo request / Echo reply)
    arp                        # เฉพาะ ARP (Who has … / … is at …)
    udp.port == 520            # เฉพาะ RIP update — พิสูจน์ว่า RIP ทำงานจริง

2.12จุดที่ Mac ต่างจากที่ใบแลปเขียนไว้

เรื่องใบแลปเขียนไว้ (Windows)ของ Mac ต้องทำแบบนี้
Wiresharkโหลดจาก wireshark.org แล้วกด Next จนจบเลือกรุ่น Arm (M1 ขึ้นไป) และต้องติดตั้ง ChmodBPF.pkg ด้วย — ใบแลปมีหัวข้อนี้เขียนไว้เองแล้ว
โปรแกรมต่อ consoleลง PuTTY → ใส่ IP หรือ port → เลือก connection type = Serialไม่มี PuTTY บน macOS → ใช้ screen ที่ติดมากับเครื่อง
หาชื่อพอร์ต consoleเปิด Device Manager ดูว่าเป็น COM3, COM4, …ls /dev/tty.* → ได้ /dev/tty.usbmodem1301
เปิด consoleกด Open ในหน้าต่าง PuTTYscreen /dev/tty.usbmodem1301 9600
ปิด / กลับเข้า consoleปิดหน้าต่าง PuTTY แล้วเปิดใหม่ถอย Ctrl+A Ctrl+\ · ดู screen -ls · กลับเข้า screen -r <id> · ปิด screen -X -S <id> quit
ตั้ง IP ของเครื่องControl Panel → View by large icon → Network and Sharing Center → Change adapter settings → คลิกขวาที่ Ethernet → Properties → เลือก IPv4 → Properties → Use the following IP address แล้วกรอกตามเอกสาร LabSystem Settings → Network → คลิกการ์ด (USB-C Ethernet) → Details… → TCP/IP → Configure IPv4 = Manually → กรอก IP Address / Subnet Mask / Router
ปิด FirewallControl Panel → Windows Defender Firewall → Turn Windows Defender Firewall on or off → Turn offSystem Settings → Network → Firewall → ปิดสวิตช์ (เปิดคืนหลังทำแลปเสร็จ)
ปิด Wi-Fiปิดจากหน้า Network Connectionsคลิกไอคอน Wi-Fi บนแถบเมนู → สลับปิด
พอร์ต Ethernetโน้ตบุ๊ก Windows ส่วนใหญ่มีช่อง RJ-45 ในตัวMacBook Air M2 ไม่มีช่อง Ethernet → ต้องใช้ USB-C → Ethernet adapter · ชื่อการ์ดจะเป็น en5, en6 แล้วแต่เครื่อง
ดู ARP cachearp -a ใน Command Promptarp -a ใน Terminal (เหมือนกัน) · รูปแบบผลลัพธ์ต่างเล็กน้อย — macOS แสดง on en5 ifscope ต่อท้าย
ตัวแปลง consoleเสียบ USB-A ได้ตรง ๆMacBook Air M2 มีแต่ USB-C → ต้องมีตัวแปลง USB-A → USB-C หรือ hub · เตรียมไปด้วยทุกครั้ง

ตั้ง IP Address ของ Mac — ทีละหน้าจอ (รูปที่ 19–21 ในใบแลป)

ใบแลปมีหัวข้อ "4. การตั้งค่า IP Address ของ Mac" เขียนไว้ให้แล้ว พร้อมรูปหน้าจอ macOS จริง — ทำตามสามรูปนี้ได้เลย ไม่ต้องแปลงจากขั้นตอน Windows เอง

หน้าต่าง System Settings ของ macOS แถบซ้ายเป็นรายการหมวดตั้งค่าพร้อมช่องค้นหาและชื่อบัญชี Apple ด้านบน ตามด้วยรายการ Wi-Fi, Bluetooth, Network ที่ถูกเลือกอยู่, VPN, Battery, General, Accessibility, Appearance, Apple Intelligence และ Siri, Control Center, Desktop และ Dock, Displays, Screen Saver, Spotlight, Wallpaper, Notifications, Sound, Focus, Screen Time, Lock Screen, Privacy และ Security ด้านขวาเป็นหน้า Network มีสามแถวบนคือ Wi-Fi สถานะ Connected จุดเขียว, VPN สถานะ Inactive และ Firewall สถานะ Inactive จุดส้ม ถัดลงมาเป็นหัวข้อ Other Services มีสองแถวคือ USB 10/100/1000 LAN สถานะ Not connected จุดแดง และ Thunderbolt Bridge สถานะ Not connected
รูปที่ 19 จากใบแลป Lab 2 — การตั้งค่า IP Address ของ Mac · เข้า System Settings → Network · อ่านหน้านี้ได้สามอย่างพร้อมกัน — ① Firewall ต้องขึ้น Inactive (ถ้าขึ้น Active ให้กดเข้าไปปิดก่อน) ② Wi-Fi ต้องปิดตอนทำแลป ③ การ์ด USB-C Ethernet ของเราคือแถว USB 10/100/1000 LAN ใต้หัวข้อ Other Services (ชื่ออาจต่างกันตามยี่ห้อ adapter)
หน้าต่าง System Settings ของ macOS หน้าย่อยชื่อ USB 10/100/1000 LAN มีลูกศรย้อนกลับด้านบน ในหน้ามีแถวเดียวคือไอคอนพอร์ตกับข้อความ USB 10/100/1000 LAN สถานะ Not connected เป็นจุดแดง ทางขวาของแถวมีปุ่ม Details ที่มีกรอบสีแดงล้อมรอบ ใต้แถวมีปุ่ม Delete Service และ Make Inactive แถบซ้ายยังเป็นรายการหมวดตั้งค่าเดิมโดย Network ถูกไฮไลต์เป็นแถบสีส้ม
รูปที่ 20 จากใบแลป Lab 2 — การตั้งค่า IP Address ของ Mac · คลิกที่การ์ด USB 10/100/1000 LAN แล้วกดปุ่ม Details… (กรอบแดง) — ปุ่มนี้คือจุดที่คนหาไม่เจอบ่อยที่สุด เพราะมันอยู่ชิดขอบขวาของแถว ไม่ใช่ในเมนู
แผ่นโต้ตอบที่เลื่อนลงมาทับหน้าต่าง System Settings ที่จางอยู่ด้านหลัง ด้านซ้ายของแผ่นเป็นรายการหมวดคือ USB 10/100/1000 LAN, TCP/IP ที่ถูกเลือกเป็นแถบสีส้มและมีไอคอนสามเหลี่ยมเตือน, DNS, WINS, 802.1X, Proxies และ Hardware ด้านขวามีกรอบสีแดงล้อมสี่แถวบน ได้แก่ Configure IPv4 เป็นดรอปดาวน์ตั้งค่าไว้ที่ Manually, IP address แสดงค่า 0.0.0.0, Subnet mask เป็นช่องว่างที่มีข้อความจาง ๆ ว่า Subnet mask และ Router เป็นช่องว่างที่มีข้อความจาง ๆ ว่า Router ถัดลงมาเป็น Configure IPv6 ตั้งค่าไว้ที่ Automatically และแถว Router ของ IPv6 ด้านล่างขวามีปุ่ม Cancel และปุ่ม OK สีส้ม
รูปที่ 21 จากใบแลป Lab 2 — การตั้งค่า IP Address ของ Mac · ที่หมวด TCP/IP เปลี่ยน Configure IPv4 เป็น Manually แล้วสามช่องล่างจะกรอกได้ · สำหรับการทดลองนี้ถ้าเครื่องเราเป็น PC1 ให้กรอก IP address = 192.3.128.2 · Subnet mask = 255.255.255.0 · Router = 192.3.128.1 แล้วกด OK (ช่อง Router ของ macOS = "Default gateway" ที่ใบแลปพูดถึง — ห้ามเว้นว่าง ไม่งั้น ping ข้ามฝั่งไม่ผ่าน) · ทำแลปเสร็จอย่าลืมเปลี่ยนกลับเป็น Using DHCP
ขั้นตอนเดียวกันของฝั่ง Windows ในใบแลป (รูปที่ 9–18) — บน Mac ทำตามนี้ไม่ได้
อ่านก่อนดู — นี่คือหน้าจอฝั่ง Windows

รูปที่ 9–18 ในใบแลปคือการตั้ง IP และปิด Firewall ผ่าน Control Panel ของ Windows · macOS ไม่มี Control Panel, ไม่มี Network and Sharing Center, ไม่มี Change adapter settings และไม่มี Windows Defender Firewall — บน MacBook Air M2 ทุกอย่างอยู่ใน System Settings → Network ตามรูปที่ 19–21 ด้านบน · ห้ามไล่หาเมนูตามรูปเหล่านี้บนเครื่องตัวเอง เอาไว้ดูเวลาช่วยเพื่อนที่ใช้ Windows เท่านั้น

ตั้ง IP Address (รูปที่ 9–15)

หน้าจอผลการค้นหาของ Windows ธีมมืด แถบบนมีตัวกรอง All, Apps, Documents, Web, Settings, Folders, Photos หัวข้อ Best match แสดงผลลัพธ์อันดับหนึ่งคือ Control Panel ประเภท System ซึ่งถูกไฮไลต์ ถัดลงมาหัวข้อ Apps มี NVIDIA Control Panel และ DaVinci Control Panels หัวข้อ Settings มี Device Manager และ System หัวข้อ Search the web มีคำค้นหลายบรรทัด ด้านขวาเป็นการ์ดพรีวิวของ Control Panel พร้อมปุ่ม Open และรายการ Recent เช่น View network computers and devices, Network and Sharing Center, Check firewall status
รูปที่ 9 จากใบแลป Lab 2 — การหา Control Panel ใน Search bar — หน้าจอฝั่ง Windows
หน้าต่าง Control Panel ของ Windows แบบมุมมองไอคอนใหญ่ หัวข้อด้านบนเขียนว่า Adjust your computer's settings มุมขวาบนมีกรอบสีแดงล้อมข้อความ View by Large icons ในพื้นที่หลักมีไอคอนเรียงเป็นตารางหลายแถว เช่น Adobe Gamma, AutoPlay, Color Management, Credential Manager, Date and Time, Default Programs, Device Manager, Devices and Printers, File Explorer Options, Fonts, Internet Options, Java, Keyboard, Mouse โดยมีกรอบสีแดงล้อมไอคอน Network and Sharing Center ทางซ้าย และมองเห็น Windows Defender Firewall อยู่ในตารางด้วย
รูปที่ 10 จากใบแลป Lab 2 — การหา Network and Sharing Center ใน Control Panel — หน้าจอฝั่ง Windows (ต้องสลับเป็น View by: Large icons ก่อนถึงจะเห็น)
หน้า Network and Sharing Center ของ Windows หัวข้อว่า View your basic network information and set up connections แถบซ้ายมีลิงก์ Control Panel Home และลิงก์ Change adapter settings ที่มีกรอบสีแดงล้อมรอบ ตามด้วย Change advanced sharing settings และ Media streaming options ด้านขวาแสดงเครือข่ายที่ใช้งานอยู่ชื่อ kku-wifi 6 ประเภท Public network พร้อมข้อมูล Access type Internet และ Connections Wi-Fi ด้านล่างมีหัวข้อ Change your networking settings พร้อมลิงก์ Set up a new connection or network และ Troubleshoot problems
รูปที่ 11 จากใบแลป Lab 2 — Change adapter settings — หน้าจอฝั่ง Windows
หน้าต่าง Network Connections ของ Windows ธีมมืด แถบที่อยู่เขียนว่า Control Panel ตามด้วย Network and Internet ตามด้วย Network Connections ในพื้นที่หลักมีไอคอนการ์ดเครือข่ายเรียงกันหลายอัน ได้แก่ Ethernet ที่ขึ้นว่า Network cable unplugged ใช้ชิป Killer E2600 Gigabit Ethernet, Local Area Connection ถึง Local Area Connection 4 ที่เป็น TAP-Windows Adapter V9 หลายตัว, OpenVPN Connect DCO Adapter, PrivadoVPN IKEv2 ที่ Disconnected, PrivadoVPN OpenVPN DCO, PrivadoVPN OpenVPN และ Wi-Fi ที่เชื่อมกับ kku-wifi 6 ผ่านการ์ด Killer Wi-Fi 6 AX1650i
รูปที่ 12 จากใบแลป Lab 2 — หน้าตาภายในของ Change adapter settings — หน้าจอฝั่ง Windows
หน้าต่าง Network Connections ของ Windows ที่ผู้ใช้คลิกขวาที่การ์ด Ethernet ตัวแรกซึ่งถูกไฮไลต์เป็นแถบสีน้ำเงิน เมนูคลิกขวากางลงมาแสดงรายการ Disable, Status ที่จางอยู่, Diagnose, Bridge Connections, Create Shortcut, Delete ที่จางอยู่, Rename และ Properties ซึ่งเป็นบรรทัดล่างสุดและมีกรอบสีแดงล้อมรอบ แถบเครื่องมือด้านบนแสดงคำสั่ง Disable this network device, Diagnose this connection, Rename this connection และ Change settings of this connection
รูปที่ 13 จากใบแลป Lab 2 — คลิกขวาแล้วเลือกไปที่ Properties — หน้าจอฝั่ง Windows
กล่องโต้ตอบ Ethernet Properties ของ Windows มีสองแท็บคือ Networking และ Sharing อยู่ที่แท็บ Networking ด้านบนเขียนว่า Connect using แล้วระบุการ์ด Killer E2600 Gigabit Ethernet Controller พร้อมปุ่ม Configure ด้านล่างเป็นรายการ This connection uses the following items มีช่องติ๊กเรียงกันคือ Client for Microsoft Networks, File and Printer Sharing for Microsoft Networks, Npcap Packet Driver NPCAP, QoS Packet Scheduler, Bridge Driver, Nested Network Virtualization และ Internet Protocol Version 4 TCP/IPv4 ที่ถูกเลือกและมีกรอบสีแดงล้อม ด้านล่างมีปุ่ม Install, Uninstall และ Properties ที่มีกรอบสีแดงล้อม พร้อมกล่อง Description อธิบาย TCP/IP
รูปที่ 14 จากใบแลป Lab 2 — เลือก Internet Protocol Version 4 แล้วกด Properties — หน้าจอฝั่ง Windows
กล่องโต้ตอบ Internet Protocol Version 4 TCP/IPv4 Properties ของ Windows มีสองแท็บคือ General และ Alternate Configuration ข้อความอธิบายว่าสามารถรับค่า IP อัตโนมัติได้ถ้าเครือข่ายรองรับ ด้านล่างมีปุ่มตัวเลือกสองอันคือ Obtain an IP address automatically ที่ถูกเลือกอยู่ และ Use the following IP address ซึ่งมีกรอบสีแดงล้อมรอบ ใต้ลงมามีช่อง IP address, Subnet mask และ Default gateway ที่จางอยู่เพราะยังไม่ได้เลือก ถัดลงมาเป็นตัวเลือก DNS สองอันและช่อง Preferred DNS server กับ Alternate DNS server ที่จางเช่นกัน ด้านล่างมีปุ่ม Advanced, OK และ Cancel
รูปที่ 15 จากใบแลป Lab 2 — เลือก Use the following IP address — หน้าจอฝั่ง Windows · หน้านี้เทียบเท่ากับ Configure IPv4 = Manually ของ Mac ในรูปที่ 21 (Default gateway ของ Windows = ช่อง Router ของ macOS)

ปิด Firewall (รูปที่ 16–18)

หน้าต่าง All Control Panel Items ของ Windows แบบมุมมองไอคอนใหญ่ หัวข้อเขียนว่า Adjust your computer's settings มุมขวาบนระบุ View by Large icons ในตารางไอคอนมี Adobe Gamma, AutoPlay, Backup and Restore, Color Management, Credential Manager, Date and Time, Default Programs, Device Manager, Devices and Printers, Ease of Access Center, File Explorer Options, File History, Fonts, Indexing Options, Internet Options, Java, Keyboard, Mouse, Network and Sharing Center, Pen and Touch, Phone and Modem, Power Options, Programs and Features, Recovery, Region, Security and Maintenance, Sound, Storage Spaces, Sync Center, System, Tablet PC Settings, Taskbar and Navigation, Troubleshooting, User Accounts, Wacom Tablet Properties, Windows Mobility Center, Windows Tools และ Work Folders โดยมีกรอบสีแดงล้อมไอคอน Windows Defender Firewall
รูปที่ 16 จากใบแลป Lab 2 — เลือก Windows Defender Firewall — หน้าจอฝั่ง Windows
หน้า Windows Defender Firewall ของ Windows หัวข้อว่า Help protect your PC with Windows Defender Firewall แถบซ้ายมีลิงก์ Control Panel Home, Allow an app or feature through Windows Defender Firewall, Change notification settings, Turn Windows Defender Firewall on or off ที่มีกรอบสีแดงล้อมรอบ, Restore defaults, Advanced settings และ Troubleshoot my network ด้านขวามีสองแถบ แถบ Private networks สถานะ Not connected และแถบ Guest or public networks สถานะ Connected ที่กางออกแสดงรายละเอียดว่า Windows Defender Firewall state เป็น On, Incoming connections บล็อกทุกแอปที่ไม่ได้อยู่ในรายการอนุญาต, Active public networks คือ kku-wifi 6 และ Notification state
รูปที่ 17 จากใบแลป Lab 2 — เลือก Turn Windows Defender Firewall on or off — หน้าจอฝั่ง Windows
หน้า Customize Settings ของ Windows Defender Firewall หัวข้อว่า Customize settings for each type of network แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่ม Private network settings มีไอคอนโล่เขียวและปุ่มตัวเลือก Turn on Windows Defender Firewall ที่ถูกเลือกอยู่ พร้อมช่องติ๊กย่อยสองอัน และปุ่มตัวเลือก Turn off Windows Defender Firewall not recommended ที่มีไอคอนกากบาทแดงและมีกรอบสีแดงล้อมรอบ กลุ่ม Public network settings ด้านล่างมีโครงสร้างเหมือนกันทุกอย่าง และมีกรอบสีแดงล้อมบรรทัด Turn off Windows Defender Firewall เช่นกัน
รูปที่ 18 จากใบแลป Lab 2 — เลือก Turn off Windows Defender Firewall — หน้าจอฝั่ง Windows · ต้องปิดทั้งสองกลุ่ม (Private และ Public) · เทียบเท่ากับการปิดสวิตช์ System Settings → Network → Firewall ของ Mac ที่เห็นเป็น Inactive ในรูปที่ 19

2.13เช็คว่าทำถูกไหม

คำสั่งต้องได้ผลอะไร
show ip interface brief ส่วนขยายทุกใบที่ตั้ง IP ต้องเป็น up / up · ถ้า Serial เป็น up / down = ลืม clock rate
show interfacesท่อนของ Serial ต้องขึ้น BW 56 Kbit/sec และ line protocol is up
show controllers Serial0/1/1 ส่วนขยายบอกว่าฝั่งนี้เป็น DCE หรือ DTE — ฝั่ง DCE ต้องมี clock rate
show running-configต้องเห็น hostname LAB-A, enable secret, บล็อก line con 0 / line vty 0 4, ip address ของทุกใบ และบล็อก router rip ครบ (ข้อสอบสั่งส่งอันนี้)
show mac-address-table ส่วนขยายบน switch ต้องเห็น MAC ของทุก PC ที่เคยส่งทราฟฟิก พร้อมพอร์ตที่มันเสียบอยู่ (ข้อสอบสั่งส่งอันนี้)
show arp ส่วนขยายบน router ต้องเห็นคู่ IP ↔ MAC ของ PC ในวงเดียวกัน (ข้อสอบสั่งส่งอันนี้)
ping จาก PCPC1 → PC2 ผ่าน (ttl=64 ไม่ผ่าน router) · PC1 → PC3 ผ่านหลังทำ RIP โดย TTL ลดลง 2
[LAB-A#] show ip interface brief — หน้าตาเมื่อทุกอย่างถูก
Interface              IP-Address      OK? Method Status                Protocol
FastEthernet0/0        unassigned      YES unset  administratively down down
FastEthernet0/1        192.3.128.1     YES manual up                    up
Serial0/1/0            193.3.128.1     YES manual up                    up
#                                                     └── สองคอลัมน์นี้ต้องเป็น up ทั้งคู่

2.14ถ้าไม่ผ่าน ให้ไล่ตามนี้

อาการสาเหตุคำสั่งแก้
ต่อสาย console แล้วหน้าจอไม่มีอะไรเลยยังไม่ได้กด Enter · หรือเสียบผิดช่อง (ไปเข้าช่อง Ethernet) · หรือมี screen ค้างกด Enter 2–3 ครั้ง · ดูป้าย CONSOLE ข้างช่อง · screen -ls แล้ว screen -X -S <id> quit
หน้าจอมีแต่ตัวอักษรขยะความเร็ว (baud rate) ไม่ตรงออกแล้วเปิดใหม่ด้วย screen /dev/tty.usbmodemXXXX 9600
ls /dev/tty.* ไม่เห็นอุปกรณ์ตัวแปลง USB ไม่ถูกจับ หรือขาด hub USB-Cถอดเสียบใหม่ · ลองพอร์ตอื่น · เช็กว่ามีตัวแปลง USB-A → USB-C
พิมพ์คำสั่งแล้วขึ้น % Invalid input detectedอยู่ผิดโหมด หรือพิมพ์ชื่อคำสั่งยาวเกิน (เช่น show running-configuration)ดู prompt ก่อนว่าเป็น >, #, (config)# หรือ (config-if)# → §2.5 · ใช้ show running-config
ตั้ง IP แล้ว ping ไม่ผ่าน · administratively downลืม no shutdowninterface <ชื่อ> → no shutdown
Serial ขึ้น up / downฝั่ง DCE ยังไม่ได้ตั้ง clock rateshow controllers Serial0/1/1 หา DCE → clock rate 56000 → §2.8
PC1 ping PC3 ไม่ได้ ทั้งที่ Serial ขึ้น up/upยังไม่ได้ทำ RIP หรือลืมประกาศ network 193.3.128.0show ip route ต้องมีแถวขึ้นต้นด้วย R · ถ้าไม่มี → เพิ่ม network ของวง Serial ทั้งสองตัว
เพื่อน ping เครื่องเราไม่ได้ แต่เรา ping เขาได้Firewall ของ macOS ยังเปิดอยู่System Settings → Network → Firewall → ปิด
Wireshark ไม่เห็นทราฟฟิกของ PC อื่นเลยยังไม่ได้ตั้ง port mirroring — switch ส่งเฟรมเฉพาะไปพอร์ตปลายทางตั้ง monitor session 1 source … destination … แล้วเสียบเครื่องเราที่พอร์ต destination
Wireshark ไม่มี interface ให้เลือกยังไม่ได้ลง ChmodBPF.pkgลง ChmodBPF.pkg → logout/login → id -Gn | grep access_bpf
ping ออกไปวิ่งผิดทาง ผลไม่นิ่งยังไม่ได้ปิด Wi-Fi จึงมีสองเส้นทางออกปิด Wi-Fi ให้เหลือแต่การ์ด USB-C Ethernet
ทำ config มาทั้งชั่วโมง แล้วอุปกรณ์ถูก reload — หายหมดไม่ได้บันทึกลง NVRAMcopy run start ทุกครั้งที่ทำอะไรสำคัญเสร็จ → §2.9

2.15คำถามท้ายการทดลอง

"ให้นักศึกษาใช้คำสั่ง show Interface ทุกอุปกรณ์ และอธิบายว่าแต่ละอุปกรณ์มี Interface อะไรบ้าง แต่ละ Interface คืออะไร"

แนวคำตอบ — interface ของอุปกรณ์ทั้ง 4 ตัวในการทดลอง

รันคำสั่งนี้ที่ทุกอุปกรณ์ แล้วจดชื่อ interface ที่พบ

[ทุกอุปกรณ์]
Router#show interfaces
Router#show ip interface brief   # ส่วนขยาย — อ่านง่ายกว่ามาก ใช้จดชื่อ
อุปกรณ์Interface ที่พบคืออะไร
LAB-A
Cisco 1841
FastEthernet0/0, FastEthernet0/1Fast Ethernet 100 Mbps — พอร์ต LAN ต่อไปหา switch ฝั่งซ้าย · ในแลปนี้ใช้ 0/1 = 192.3.128.1
Serial0/1/0 (และ 0/1/1 ถ้ามีการ์ด)Serial แบบซิงโครนัส — ต่อระหว่าง router ระยะไกล ต้องมี bandwidth และฝั่ง DCE ต้องมี clock rate · ในแลปนี้ = 193.3.128.1
LAB-B
Cisco 4321
GigabitEthernet0/0/0, GigabitEthernet0/0/1Gigabit Ethernet 1 Gbps — พอร์ต LAN ของ router รุ่นใหม่ · ในแลปนี้ใช้ 0/0/1 = 194.3.128.1
สังเกตว่าเลขมี 3 ท่อน ต่างจาก 1841 ที่มี 2 ท่อน
Serial0/1/1Serial ฝั่งที่เป็น DCE ในการทดลองนี้ (จึงต้องมี clock rate 56000) = 193.3.128.2
Switch 3650GigabitEthernet1/0/1 … 1/0/24 + Vlan1พอร์ต Gigabit Ethernet ต่อกับ PC1, PC2 และเครื่องที่รัน Wireshark · Vlan1 เป็นอินเทอร์เฟซเสมือนไว้ใส่ IP สำหรับจัดการตัวสวิตช์เอง ไม่ใช่พอร์ตจริง
Switch 2950FastEthernet0/1 … 0/24 + Vlan1พอร์ต Fast Ethernet ต่อกับ PC3 และ PC4 · เป็นสวิตช์รุ่นเก่ากว่า จึงเป็น 100 Mbps ไม่ใช่ Gigabit

ประเด็นที่ควรเขียนสรุปในรายงาน

  • ชื่อ interface บอกทั้งความเร็วและตำแหน่ง — FastEthernet = 100 Mbps, GigabitEthernet = 1 Gbps, Serial = ลิงก์ WAN แบบซิงโครนัส
  • จำนวนท่อนของตัวเลขต่างกันตามรุ่น — 1841 ใช้ slot/port (2 ท่อน) ส่วน 4321 และ 3650 ใช้ slot/subslot/port (3 ท่อน) จึงห้ามเดา ต้องดูของจริง
  • Switch ไม่มี interface สำหรับ routing — พอร์ตทุกอันเป็นเลเยอร์ 2 ส่วน Vlan1 เป็นอินเทอร์เฟซเสมือนไว้ใส่ IP สำหรับจัดการ (ตรงกับที่ใบแลปอธิบายเรื่อง MGMT Port ว่า "สามารถกำหนด IP ที่ switch: prompt ได้เลย")
  • Serial ต่างจาก Ethernet ตรงที่ต้องมีคนจ่ายนาฬิกา — show interfaces ของ Serial จะรายงาน BW 56 Kbit/sec ตามที่ตั้ง bandwidth ไว้ และจะเป็น up/up ก็ต่อเมื่อฝั่ง DCE ตั้ง clock rate แล้วเท่านั้น

2.16ถ้าออกสอบ ต้องทำอะไรได้บ้าง

ข้อสอบข้อ 1 (15 คะแนน) — โจทย์เต็ม ๆ ของปีที่แล้ว

"สร้าง network ที่มี router อย่างน้อย 2 ตัวเชื่อมต่อกันผ่าน Serial ทุก router มี switch และทุก switch มี PC อย่างน้อย 1 ตัว ให้ทุก PC ping หากันได้ · IP ใช้เลขจากรหัสนักศึกษา · ส่ง show running-config, show mac-address-table, show arp"

เช็กลิสต์สำหรับห้องสอบ — ทำตามลำดับนี้

  1. วาดผังและเขียนตาราง IP ลงกระดาษก่อน — 192.3.128.0/24 ฝั่งซ้าย · 193.3.128.0/24 สาย Serial · 194.3.128.0/24 ฝั่งขวา
  2. ต่อ console เข้าอุปกรณ์ตัวแรก — ls /dev/tty.* แล้ว screen … 9600
  3. ตั้ง hostname และรหัสผ่านครบ 4 ช่อง ตามตาราง (อย่าลืม login ต่อท้าย password) → §2.6
  4. ตั้ง IP ให้ Ethernet ของทุก router + no shutdown
  5. ตั้ง Serial ทั้งสองฝั่ง — IP + bandwidth 56 + clock rate 56000 ที่ฝั่ง DCE แล้วยืนยันว่าเป็น up / up ก่อนไปต่อ
  6. เปิด RIP ทุก router ประกาศทุกวงที่ต่ออยู่ รวมวงของ Serial
  7. ตั้ง IP + gateway ให้ PC ทุกตัว แล้ว ping ให้ครบทุกคู่
  8. เก็บผลส่ง 3 อย่าง — show running-config (ทุก router และ switch) · show mac-address-table (ที่ switch) · show arp (ที่ router)
  9. copy run start ก่อนลุกจากเครื่อง

2.17เช็คความเข้าใจ

ตั้ง IP ให้ Serial ทั้งสองฝั่งเรียบร้อย no shutdown ครบ สายเสียบแน่น แต่ show ip interface brief ขึ้นว่า Serial เป็น up / down — ควรทำอะไรเป็นอย่างแรก
เพิ่ม bandwidth 56 ที่ทั้งสองฝั่ง เพราะ IOS ต้องรู้ความเร็วก่อนถึงจะเปิดลิงก์
ทำ router rip ก่อน แล้วลิงก์จะขึ้นเอง
รัน show controllers หาว่าฝั่งไหนเป็น DCE แล้วใส่ clock rate 56000 ที่ฝั่งนั้น
เปลี่ยน IP ให้อยู่คนละ subnet กัน
up / down แปลว่า ชั้นกายภาพ OK แต่ชั้นลิงก์ไม่ขึ้น — สำหรับ Serial สาเหตุอันดับหนึ่งคือไม่มีสัญญาณนาฬิกา เพราะฝั่ง DCE ยังไม่ได้ตั้ง clock rate · bandwidth เป็นแค่ตัวเลขให้ routing protocol ใช้ ไม่มีผลกับสถานะลิงก์ · และ RIP จะทำงานไม่ได้เลยตราบใดที่ลิงก์ยังไม่ขึ้น เพราะไม่มีทางส่ง update ออกไป
PC1 (192.3.128.2) เพิ่ง ping ไปที่ PC3 (194.3.128.2) สำเร็จ ผ่าน router สองตัว แล้วรัน arp -a บน PC1 — จะเห็น 194.3.128.2 ในตาราง ARP ไหม
เห็น เพราะ ping สำเร็จแล้ว PC1 ต้องรู้ MAC ของ PC3
ไม่เห็น — ARP ไม่ข้าม router · PC1 รู้แค่ MAC ของ gateway 192.3.128.1
เห็น แต่ต้องรอ 30 วินาทีให้ RIP อัปเดตตารางก่อน
เห็นเฉพาะบน macOS ส่วน Windows ไม่เห็น
ARP ทำงานเฉพาะภายในวงเดียวกัน (broadcast domain เดียวกัน) — เวลาส่งข้ามวง PC1 ใส่ MAC ของ gateway เป็นปลายทางในเฟรม แต่ใส่ IP ของ PC3 เป็นปลายทางในแพ็กเก็ต · router จะเปลี่ยน MAC ใหม่ทุก hop แต่ไม่แตะ IP · ฉะนั้นตาราง ARP ของ PC1 จะมีแค่ 192.3.128.1 (gateway) และเครื่องอื่นในวง 192.3.128.0/24 เท่านั้น
เสียบ MacBook เข้าที่พอร์ตว่างของ switch 3650 เปิด Wireshark แล้ว ping ระหว่าง PC1 กับ PC2 — แต่ Wireshark ไม่เห็นทราฟฟิกของทั้งคู่เลย เพราะอะไร
Wireshark เป็นรุ่น Intel ไม่ใช่ Arm
ยังไม่ได้ปิด Firewall ของ macOS
ยังไม่ได้ทำ RIP บน switch
ยังไม่ได้ตั้ง port mirroring — switch ส่งเฟรมเฉพาะไปพอร์ตปลายทาง ไม่กระจายทุกพอร์ตแบบ hub
Switch เรียนรู้ว่า MAC ไหนอยู่พอร์ตไหน แล้วส่งเฟรมออกเฉพาะพอร์ตนั้น เฟรมระหว่าง PC1 กับ PC2 จึงไม่เคยวิ่งมาถึงพอร์ตของเราเลย · ต้องสั่งให้ switch ทำสำเนามาให้ด้วย monitor session 1 source Interface GigabitEthernet1/0/1 , GigabitEthernet1/0/3 both แล้ว monitor session 1 destination interface GigabitEthernet1/0/13 จากนั้นเสียบเครื่องเราที่พอร์ต Gi1/0/13 · (สังเกตว่า switch ทำงานเลเยอร์ 2 จึงไม่มี RIP)
เก็บก่อนออกจากแลปนี้

① Mac ไม่มี PuTTY → ls /dev/tty.* แล้ว screen /dev/tty.usbmodemXXXX 9600 · ออก Ctrl+A Ctrl+\ · screen -ls / screen -r / screen -X -S <id> quit ② prompt บอกโหมด: > user · # privileged · (config)# global · (config-if)# interface ③ Serial: bandwidth 56 ตั้งสองฝั่ง แต่ clock rate 56000 ตั้งเฉพาะฝั่ง DCE — อาการลืม = up / down ④ show controllers คือคำสั่งที่บอกว่าใครเป็น DCE ⑤ copy run start ไม่งั้น config หายตอนปิดเครื่อง ⑥ ข้อสอบสั่งส่ง show running-config + show mac-address-table + show arp ⑦ Wireshark บน switch ต้องมี monitor session ก่อน ไม่งั้นไม่เห็นอะไร